บทที่ ๓๔: ไม่ต้องการใบหน้า


ข้อเท้าของผางวานดีขึ้นหลังจากได้พักผ่อนสองวัน

หรงกูกู่เคยกล่าวไว้คราหนึ่ง เซิ่งกูเกิดมาพร้อมกระดูกที่น่าพิศวงเป็นอันมาก นั่นคือมันจะไม่แตกหักง่ายๆ

ทว่าภายนอก นางยังทำเป็นเดินเหินไม่สะดวก ด้านหนึ่ง เพื่อหวังให้กู้ซีจูมาหานางบ่อยๆ อีกด้าน นางไม่ต้องการพบหน้าหนานอี๋ในเวลานี้ เพราะตัวตนของหนานอี๋ทำให้นางระลึกถึงฐานะระหว่างตัวนางกับกู้ซีจูตลอดเวลา ช่องว่างของพวกนางเทียบได้กับน้ำฝนกับน้ำบาดาล ยากจะมีบทสรุปที่ดี

หนึ่งคือผู้นำยุทธภพ ส่วนอีกหนึ่งคือเซิ่งกูพรรคมาร ด้วยสถานะของคนทั้งสอง ไม่ว่าพวกนางจะลงเอยแบบไหน มันก็ยังทำให้ทั่วหล้าตกตะลึงกับเรื่องราวความรักทุกข์ยากอยู่ดี เมื่อใดที่นางนึกถึงดวงตาประหนึ่งมีดของหนานอี๋ ในใจผางวานอดไม่ได้ที่จะหวาดผวา

หากหนานอี๋รู้ว่านางกับกู้ซีจูมีใจให้แก่กัน อันดับแรก เขาต้องใช้มีดเลาะหนังนางแน่ๆ จากนั้นก็ฝังตัวกู่ในอวัยวะภายในทั้งหมดของนาง เพราะสำหรับพรรคไป๋เยว่แล้ว พฤติกรรมของผางวานในขณะนี้เรียกว่าทรยศ และนางต้องตกนรกหมกไหม้

-- อย่างไรก็ตามแต่ เส้นทางข้างหน้ายังอีกยาวไกล!

ทว่า ไม่ว่าหนทางรักจะขมขื่นเพียงใด ผางวานตั้งใจแน่วแน่จะพยายามต่อไป

ล้อเล่นรึอย่างกับนางต้องการใช้วันเวลาที่เหลือโดยปราศจากพระเอกรักใคร่ หรือพระรองชอบพอ มันเป็นชีวิตที่ขมขื่นจริงๆ ใช่ไหมคนจากดินแดนแมรี่ซูเกิดมาเพื่อรัก และใช้ชีวิตอยู่ด้วยความรัก คนเราสามารถขาดแคลนฟืน ข้าวสาร น้ำมัน เกลือ ซอส น้ำส้มสายชู และ ชา[1] แต่ไม่สามารถขาด ค~~~~รัก~!

จิตวิญญาณแมรี่ซูของนางลุกโชติช่วง ผางวานในตอนนี้เข้าสู่วิถีสู้ตาย นางตัดสินใจเด็ดขาด ยอมจ่ายทุกอย่างเพื่อให้มีเส้นทางอนาคตกับกู้ซีจู -- แกล้งตาย ความจำเสื่อม เปลี่ยนตัวตน แผนการเช่นนี้หาได้ยากลำบากสำหรับหญิงตระกูลสูงศักดิ์ที่ได้ผ่านสมรภูมิน้อยใหญ่! กู้หลาง ท่านวางใจได้ภรรยาของท่านจะไม่ทำตัวเป็นภาระ! พวกเรามาต่อสู้เพื่อความโชติช่วงชัชวาลด้วยกัน!!!

คิดถึงความสุข นางเลื่อนเก้าอี้เล็กไปตรงประตู และนั่งภายใต้ดวงอาทิตย์ เพราะเป็นคนไม่มักใหญ่ใฝ่สูง และปรารถนาเพียงได้รักกับชายหนุ่มรูปงาม นางคิดว่าวันเวลาก่อนหน้านี้ช่างขมขื่นเสียเหลือเกิน หากไม่ถูกคนนี้ทำให้เสียใจ ก็ถูกคนนั้นชิงชัง ราวกับชีวิตที่เหลืออยู่ของนางคือกากหวงเหลียงสีดำ[2] ทว่าเวลานี้มันยอดเยี่ยมขนาดไหน ผู้นำระดับสูงสุดของแผ่นดินนี้ - ท่านผู้นำยุทธภพได้มอบหัวใจให้แก่นาง (แม้ว่ายังไม่ได้พูดให้ชัดเจนก็ตาม) แต่นางสามารถคาดการณ์อนาคตอันจรัสแสง ความรักใคร่ร้อยแปดพันเก้าที่มอบให้แก่นางเพียงผู้เดียว

ช่างซางฉาน ช่างเหมยอู่หรือใครก็ตาม บัดนี้กู้หลางเป็นของข้า ในอนาคตก็ยังเป็นของข้า ของข้าตลอดไป ว่ะ-ฮ่า-ฮ่า!

ขณะที่นางลอยละล่องอยู่ในความคิด ทันใดนั้น สาวใช้แจ้งว่ามีคนมาพบนาง

นางเอนกายอยู่บนเก้าอี้ไม้ไผ่ และรับตอบอย่างเกียจคร้าน ชั่วขณะนั้น นางคิดไม่ออกจริงๆ ว่าผู้ใดมาพบนาง คล้ายว่านางไม่มีสหายมากมายในเมืองหลวงมิใช่หรือ?

"บอกข้าสิ ทำไมเจ้าไม่มาเรียนหรือเจ้ารู้สึกไม่สบาย?

เสียงดั่งนกขมิ้น หญิงงามเดินไหวพลิ้วมาหานาง ขณะเดิน นางยังชำเลืองมองผ้าพันแผลปลอมบนข้อเท้าของนาง

ในที่สุดผางวานก็ประจักษ์แจ้ง -- แขกผู้มาเยือนคือจินปู้เหยา

"ลมอะไรหอบท่านมาถึงนี่?"

นางรีบลุกขึ้นนั่ง และเทน้ำชาให้หญิงสาวล้ำเลิศผู้เป็นหนึ่งไม่เป็นสองรองใคร ทั้งยังสั่งให้สาวใช้เตรียมผลไม้และของทานเล่น

"เจ้าอยู่ที่นี่สบายดีจริง" เห็นนางสั่งการราวกับมิใช่เรื่องสำคัญ จินปู้เหยาหัวเราะเล็กน้อย

พอถูกทักเรื่องที่นางฝึกซ้อมเป็นนายหญิงของบ้านล่วงหน้า ผางวานถูกรอยยิ้มเจิดจ้ามีเสน่ห์ของจินปู้เหยาล้มล้างอย่างสิ้นเชิง

"แม่นม ท่านล้อข้า!" นางเม้มริมฝีปาก รู้สึกอายเล็กน้อย จากนั้นเอ่ยปากถาม "ทำไมจู่ๆ แม่นมถึงได้มาหาข้า?"

ความจริงนางต้องการถามว่า 'แม่นมรู้ได้อย่างไรว่าข้าอยู่ที่นี่?' อย่างไรก็ตาม นางรู้สึกว่าเรื่องนี้ไม่น่ายากเกินไป เพราะมองแค่แวบเดียว ก็สามารถรู้ได้ว่าเฮ่อชิงหลูเป็นคนมีอิทธิพล การหาที่อยู่ของนางน่าจะง่ายดายสำหรับเขา

จินปู้เหยาแย้มยิ้มกว้าง และชำเลืองมองไปยังประตู

ผางวานมองตามสายตาของนาง และเหลือบดูข้างนอก เห็นเพียงผู้อารักขาที่จินปู้เหยานำมาพร้อมกัน เขามีรูปร่างสูงใหญ่ หน้าตาสามัญ ขณะนี้กำลังยืนหลังตรง พร้อมดาบใหญ่ที่ข้างเอว กำลังสำรวจรอบลานบ้านด้วยท่าทาง 'ไม่ยี่หระต่อความตาย'

หรือเกิดเรื่องอะไรบางอย่าง? ผางวานไม่แน่ใจ จึงได้แต่แอบขยับศีรษะเข้าใกล้จินปู้เหยายิ่งกว่าเดิม"แม่นม ท่านมีความลับบางอย่างจะบอกข้าหรือ?"

จินปู้เหยายิ้ม และยกถ้วยชาขึ้นจิบด้วยท่าทางสง่างาม

"ความจริงก็ไม่มีอะไรมาก แค่เมื่อไม่กี่วันก่อน ข้าเห็นเจ้ารีบร้อนออกจากบ้านพัก ข้าตามเข้าไปดูหลังจากนั้น และเห็นนายน้อยบังเอิญพลิกคว่ำเครื่องมือของเขาทั้งหมด" พูดถึงตรงนี้ นางหยุดชะงักครู่หนึ่ง "เกิดเรื่องอะไรระหว่างพวกเจ้าอย่างนั้นหรือ?"

ลึกๆ ในใจ ผางวานคิด ที่แท้ก็มาเป็นผู้ไกล่เกลี่ยนี่เอง นางพลันส่ายหน้าอย่างผ่อนคลาย"ไม่มีอะไร"

ก็แค่มีปากเสียงกับเฮ่อชิงหลูมิใช่หรือไม่ควรค่าให้เอ่ยถึง

มุมปากของจินปู้เหยาแข็งค้าง ขนตาดั่งพัดของนางพลันกระพืออย่างรวดเร็วสองครั้ง

"แม่นมไม่ชอบเด็กพูดโกหก"

นางยิ้มอย่างอ่อนหวานและมีเสน่ห์สุดขีด รอยยิ้มเช่นนี้ทำให้ผางวานรู้สึกราวทั่วทั้งร่างร่วงลงสู่อุโมงค์น้ำแข็ง

"มันไม่มีอะไรจริงๆ ... แค่มีปากเสียงกับคุณชายเฮ่อ เขาพูดว่าชิงชังข้า คิดว่าข้าเป็นคนโง่ ปัญญาอ่อนเกินไป ทั้งยังบอกให้ข้าออกจากบ้านพัก ดังนั้น ข้าก็เลยทำตามนั้น" ผางวานกล่าวอย่างหม่นหมอง

จินปู้เหยามองนาง และรู้สึกสงสาร นางเอื้อมมือเพื่อจับมือของผางวานมาไว้ในอุ้งมือตน จากนั้น กล่าวอย่างอ่อนโยน พร้อมตบมือนางเบาๆ: "ไอหยา อารมณ์โมโหของนายน้อยสกุลข้า เจ้าเองก็น่าจะรู้เช่นกัน เขาถูกตามใจตั้งแต่เล็ก ไม่มีผู้ใดกล้าแย้งเขา มีแต่ประจบประแจง เจ้าไม่ต้องเอามาใส่ใจ"

ผางวานไม่ต้องการเอ่ยถึงเฮ่อชิงหลูผู้นี้อีกต่อไป จึงพยักหน้าอย่างขอไปที"แม่นมพูดได้ถูกต้อง ข้าไม่ควรใส่ใจคนที่ขาดสามัญสำนึก"

จินปู้เหยารู้สึกตระหนก ส่วนผู้อารักขาที่อยู่ตรงประตู ไหล่ของเขาสั่นเทิ้ม

"นายน้อยของพวกข้า ..." จินปู้เหยาลังเลชั่วขณะ คล้ายต้องการย้อนบทสนทนาใหม่ "ไม่ใช่ว่าเขาขาดสามัญสำนึก เพียงแต่บางคราว เขา ... ตรงไปตรงมาและพูดจาขวานผ่าซาก ... เล็กน้อย ..."

ผางวานเห็นนางพยายามดิ้นรนหาคำพูด ในใจนางรู้สึกโกรธเคืองยิ่งนักนั่นเรียกว่าตรงไปตรงมาและพูดจาขวานผ่าซากเรอะลิ้นที่เป็นพิษร้าย คอยแต่จ้องจับผิดเรื่องเล็กๆ น้อยๆ

"ข้าเฝ้าดูนายน้อยเติบโต ก้นบึ้งของหัวใจเขาเป็นคนดีมาก เพียงแต่เขาปากร้าย อย่าโกรธเขาเลย" จินปู้เหยากล่าวคำพูดดีๆ เกี่ยวกับตัวเฮ่อชิงหลูต่อ

ผางวานแค่ตอบรับ 'อืมแบบกำกวม ภายในใจเริ่มสงสัย"แม่นม ท่านคงไม่ได้มาที่นี่ เพื่อบอกข้าเรื่องนี้โดยเฉพาะหรอกนะ ใช่ไหม?"

ไม่ว่าอย่างไร นางไม่คิดว่าเฮ่อชิงหลูจะสนใจความรู้สึกของนาง คนเลวผู้นั้นแทบอดใจรอไม่ไหวให้นางจากไป ยิ่งไกลเท่าไรยิ่งดี

จินปู้เหยาหัวเราะ"ความจริงแม่นมมาที่นี่เพื่อบอกลาเจ้า ไม่กี่วันจากนี้ พวกเราจะไปจากเมืองหลวง จากกันครั้งนี้ ไม่รู้เมื่อไหร่จะได้พบกันอีก จะอย่างไรพวกเราไม่ควรจากกันอย่างไม่เป็นมิตร ใช่ไหม?"

ผางวานตกตะลึงสุดขีด: "พวกท่านจะไปไหนไปนานเท่าไหร่แล้วจะกลับมาหรือไม่?"

จินปู้เหยาตบมือนางเบาๆ พลางกล่าวด้วยรอยยิ้ม"บ้านพักในเมืองหลวงเป็นเพียงทรัพย์สินส่วนหนึ่งที่ตระกูลของนายน้อยครอบครอง ตามกฎ เขาต้องกลับบ้านปีละครั้ง ส่วนเขาจะกลับมาอีกเมื่อไหร่ ..." นางคล้ายชำเลืองมองไปยังประตู "ขึ้นอยู่กับอารมณ์ของนายน้อย"

ผางวานไม่คิดว่าตนเองต้องบอกลาจินปู้เหยาเร็วขนาดนี้ ทำให้รู้สึกเศร้ายิ่งนัก นางเกาะแขนจินปู้เหยา และเขย่า"แม่นม อย่าไป คนที่ต้องกลับคือนายน้อยของท่าน ท่านไม่จำเป็นต้องกลับพร้อมเขา ท่านอยู่ต่อ แล้วสอนวิชายั่วยวนให้ข้านะ!"

จินปู้เหยาระเบิดเสียงหัวเราะ"ทำไมเจ้าไม่พูดว่า ทนไม่ได้ที่จะปล่อยมือจากใบหน้าซึ่งนายน้อยเป็นคนสร้างด้วยตนเอง?"

ผิดจากที่คิด ผางวานกลับส่ายหน้าอย่างไม่ลังเล"ข้าไม่ต้องการใบหน้าอีกแล้ว"

คิ้วโก่งของจินปู้เหยาเลิกขึ้น ร่างกายเอนไปด้านหลังทีละน้อย "บอกแม่นม อะไรทำให้เจ้าเปลี่ยนใจอย่างกะทันหัน?"

ผางวานอายเกินกว่าจะกล่าวว่าเพราะกู้ซีจู  จึงแค่หัวเราะ"ความจริง ข้ารู้สึกว่าตัวเองในเวลานี้ดีมากแล้ว" พอพูดจบ นางก้มหน้าจับชายเสื้อตัวเอง ทำท่าประหนึ่งหญิงสาวกำลังเขินอาย

รอยยิ้มบนใบหน้าจินปู้เหยาเลือนหาย เป็นอีกครั้งที่มีอาการเงียบเชียบ

"เจ้าแน่ใจแล้วหรือ?" สีหน้าของนางเคร่งขรึมยามเพ่งมองผางวาน "เจ้าต้องการละทิ้งโอกาสทองครั้งนี้?งานของนายน้อย แม้มีทองมากมายก็ยากจะขอ

ผางวานพยักหน้าอย่างแรง"ข้าคิดดีแล้ว ความงามคือเมฆที่ลอยอยู่ในอากาศ การค้าครั้งนี้ยกเลิกหมด จากนี้เป็นต้นไป ข้าไม่ต้องรบกวนนายน้อยสกุลท่านอีกแล้ว"

ผู้อารักขาตรงประตูตกใจราวถูกฟ้าผ่า

จินปู้เหยามองผางวานที่ใบหน้าเต็มไปด้วยสีสันของฤดูใบไม้ผลิ นางเปิดปาก ต้องการกล่าวบางอย่าง ทว่าสุดท้ายได้แต่ทอดถอนใจ

"ช่างเถอะ ช่างเถอะ คือข้าที่ดึงดัน" นางฝืนยิ้มให้ผางวาน และหยิบถุงผ้าไหม วางมันลงบนฝ่ามือของผางวาน

"แม่นมกับเจ้า ถือได้ว่าพวกเรามีวาสนาได้พบพาน หากภายหน้าเจ้าต้องการสิ่งใด นำของสิ่งนี้ไปยังหอฉีเซียง จะมีคนจัดการให้เจ้า" ดวงตาของนางแดงเล็กน้อย

ผางวานรีบร้อนกล่าวขอบคุณ จากนั้นตื๊อจินปู้เหยาอีกครั้ง พูดอ้อนครู่หนึ่ง และขอคำชี้แนะมากมายเกี่ยวกับเคล็ดลับทำให้สามีเชื่อฟัง ก่อนที่คนทั้งสองจะกล่าวคำอำลาอย่างอาลัยอาวรณ์

พอออกจากคฤหาสน์สายหมอก เท้าของจินปู้เหยาข้างหนึ่งก้าวขึ้นรถม้า แต่แล้วกลับมีเงาร่างสีดำพรวดพราดเข้ามาจากด้านหลัง

เขาคือผู้อารักขาที่ถือดาบ

เขาเข้าไปในรถม้า ไม่พูดไม่จา แถมยังนั่งยืดขาบนที่นั่งนิ่ม และหลับตา ที่ขาดหายเพียงอย่างเดียวคือป้าย 'คนแปลกหน้าห้ามเข้า' ติดบนหน้าของเขา  

ทว่าจินปู้เหยาต้องเข้าไป และลูบขนบนหัวเสือ -- "โกรธหรือ?" นางมองเขาด้วยรอยยิ้มแฝงความนัย

ผู้อารักขาไม่อยากสนใจนาง

"ไม่ว่าอย่างไร สุดท้ายนางก็ได้สิ่งที่ตนเองต้องการ พวกเราควรอวยพรให้นาง" นางเอ่ยประโยคนี้เบาๆ พลางทอดสายตาออกนอกหน้าต่างด้วยท่าทางเศร้าใจ จากนั้นตกอยู่ในภวังค์ของตนเอง

ผู้อารักขาเมินหน้าหนี แสร้งทำเป็นหูหนวกต่อไป

รถม้าวิ่งตามทางอย่างรวดเร็ว ทิวทัศน์นอกหน้าต่างประหนึ่งกระแสน้ำเชี่ยวยามพวกเขาเคลื่อนผ่าน

ขนตาของผู้อารักขาไหวเล็กน้อย

-- ทุกอย่างเป็นความผิดของจินปู้เหยา นางยืนกรานลากเขามาด้วยเพื่อกล่าวคำอำลา

-- อย่างกับว่าเขาอยากอวยพรให้หญิงโง่เง่าคนนั้น เพราะเขาไม่สนใจ

-- ถึงแม้นางพูดว่ายกเลิกทั้งหมด คำพูดบัดซบที่กล่าวว่าจะไม่มาหาเขาอีก เขาไม่รู้สึกเสียใจสักนิด

-- เขาหวังเป็นอย่างยิ่ง ไม่ต้องเจอะเจอนางอีกต่อไป


_____________

[1] ฟืน ข้าวสาร น้ำมัน เกลือ ซอส น้ำส้มสายชู และ ชา 柴米油盐酱醋茶 คือของ 7 อย่างที่ถือเป็นสิ่งจำเป็นในการใช้ชีวิตประจำวันของชาวจีนโบราณ[2] กากหวงเหลียงสีดำ เป็นการเปรียบเปรยถึง ชีวิตขมขื่นที่ต้องทุกข์ระทม (หวงเหลียง 黄连 เป็นชื่อสมุนไพรจีนที่มีรสขมมาก)


ความคิดเห็น