บทที่ ๓: พี่ชายหนานอี๋


ท้ายที่สุด เด็กหนุ่มผู้งดงามหนานอี๋ก็ไม่ได้เปลี่ยนเป็นผู้หญิง นั่นเพราะเขาเป็นบุตรชายเพียงคนเดียวของท่านประมุขพรรคไป๋เยว่ ดังนั้นท่านประมุขพรรคจึงต้องการเขาเพื่อสืบสกุล

ทว่ากำแพงระหว่างเขากับผางวานได้ก่อตัวขึ้น

เขาเกลียดผางวาน เกลียดเด็กไร้ค่าที่จู่ๆ ก็โผล่ออกมาจากที่ไหนสักแห่ง และขโมยเคล็ดวิชาลับที่ควรเป็นของเขา รวมถึงความรักและความเอาใจใส่จากท่านพ่อ ระหว่างหกปีที่ผ่านมา เขามักฉวยทุกโอกาสที่หาได้ หยดยาพิษลงไปในอาหารของผางวาน ปล่อยงูลงไปในน้ำที่ผางวานอาบ แอบวางเศษใบมีดแหลมคมไว้ในหมอนของผางวาน --- กล่าวโดยสรุป ทุกอย่างที่กระทำลงไปก็เพื่อกำจัดผางวาน ทำให้ผางวานสิ้นชีพ ใช้ทุกหนทางที่โหดร้ายทารุณสุดขีดเท่าที่จะเป็นไปได้

ตอนแรกผางวานแทบประสาทเสีย นางไปร้องไห้กับท่านประมุขพรรค ทั้งยังไปประท้วงกับทุกๆ คนในพรรค ทว่าพวกเขาเหล่านั้นได้แต่มองนางด้วยสีหน้า "ขอโทษด้วย ข้าอยากช่วยแต่ทำไม่ได้"

--- ที่นี่คือพรรคมาร ดำและขาวล้วนพลิกกลับ โดยไม่ต้องเอ่ยถึงคุณธรรมหรือความเที่ยงธรรมใดๆ ทั้งสิ้น ในสายตาของสมาชิกพรรคไป๋เยว่ เจตนาและการกระทำของหนานอี๋ ไม่อาจถือได้ว่ามากเกินปกติแต่ประการใด จะอย่างไรมันก็เป็นหนึ่งในหลักการของพรรคไป๋เยว่: สังหารคู่ต่อสู้ของเจ้า ไม่ว่าคนผู้นั้นจะด้อยหรือสูงกว่า แข็งแกร่งหรืออ่อนแอ สำหรับผางวาน ในเมื่อนางถูกกำหนดให้เป็นเซิ่งกู นางสมควรโต้กลับในทุกๆ การโจมตีที่ปะทะกัน และภายใต้การจู่โจมในแต่ละครั้ง นางต้องอยู่รอดปลอดภัยให้ได้อย่างสมบูรณ์

ตลอดหกปีมานี้ ต้องขอบคุณความเฉียบแหลมและสติปัญญาของหรงกูกูที่อยู่เคียงข้างนาง ผางวานจึงสามารถรักษาชีวิตของนางเอาไว้ได้ระหว่างสารพันการต่อสู้ หาไม่แล้ว นางคงตายไปเจ็ดหรือแปดสิบครั้งตั้งนานแล้ว ซากศพของนางคงพลิกคว่ำและมัวหมอง

"เหลืออีกแค่เดือนเดียว เซิ่งกูก็ต้องออกเดินทางจากพรรคเพื่อไปหาประสบการณ์ ไม่รู้ว่าเมื่อเวลานั้นมาถึง ท่านประมุขจะมอบภารกิจประเภทไหนให้แก่เซิ่งกู?"

หรงกูกูเสียบเครื่องประดับลายดอกไม้ประดับมุกเข้าไปในผมของผางวาน มันทั้งมากมายและแผ่รัศมีประหนึ่งก้อนเมฆ นางแย้มยิ้มให้กับบุคคลที่อยู่ในกระจก กิจวัตรสางผมเป็นอันเสร็จสิ้น

ยามมองภาพเบี้ยวๆ บูดๆ ในกระจกทองแดงที่เต็มไปด้วยรอยขรุขระและเว้าแหว่ง ผางวานส่งเสียงตอบอย่างกระปลกกระเปลี้ยด้วยความสนใจเพียงน้อยนิด: "บางทีอาจให้หาสมบัติบางอย่างกลับมากระมัง!"

ในใจนางคิดถึงแต่เพียงกระจกเงาบานนั้นที่ถูกเอาไปซ่อน ท่านประมุขพรรคได้นำกระจกนั่นกลับมาเมื่อตอนเขาไปเยือนนิกายเม้งก่า

"มันมีความเป็นไปได้อีกเหมือนกัน ว่าอาจให้นำศีรษะของใครบางคนจากบรรดาหนึ่งในพรรคฝ่ายธรรมะกลับมา"

หรงกูกูค่อยๆ ยกมุมปากของนางขึ้นเป็นรอยยิ้ม

"อ่า เซิ่งกู ท่านลองกล่าวออกมา พวกเราควรเลือกศีรษะของผู้ใดดี? เจ้าอาวาสวัดเส้าหลิน? เกรงว่าศีรษะของชายหัวโล้นผู้นั้นจะไม่ดีพอให้ท่านแบก เจ้าสำนักบู๊ตึ้ง? เหมือนว่าเส้นผมกระเซอะกระเซิงของเขาจะห้อยลงมาจากศีรษะตลอดทั้งปี ท่านคงต้องมัดผมให้เขาเสียก่อน ..."

ทุกคราที่นางเห็นสีหน้าเพ้อฝันของหรงกูกูเยี่ยงนี้ ผางวานมักมีอาการขนลุกซู่ด้วยความสั่นสะท้านที่เลื้อยขึ้นมาจากปลายเท้า

"หรงกูกู ต้องการให้ข้ากำจัดเจ้าสำนักต่างๆ ที่มีชื่อเสียงโด่งดังในเวลานี้ ท่านไม่คิดว่ามันเร็วเกินไปหน่อยหรือ?"

ผางวานใช้สีหน้าแบบระแวดระวังและขมขื่นมากพอที่จะเค้นน้ำหวงเหลียน[1]ออกมาได้ ขณะมองไปยังหรงกูกู

"เด็กโง่ นี่มันคำพูดอันใดกัน? สองปีก่อนยามนายน้อยหนานอี๋ลงจากเขาเพื่อหาประสบการณ์ มิใช่ว่าเขานำศีรษะของเจ้าสำนักคงท้งและเจ้าสำนักชิงเฉิงกลับมาหรอกหรือ?"

หรงกูกูใช้สีหน้าประหลาดซึ่งไม่ค่อยจะพบเห็นบ่อยนัก ดวงตาสีสนิมอ่อนโยนคู่นั้นแปรเปลี่ยนเป็นเหล็กกล้ายามจ้องมาที่นาง

"เซิ่งกูผู้น่าเกรงขามของพรรคไป๋เยว่ ไม่ว่าอย่างไรก็สมควรสังหารผู้ที่มีชื่อเสียงยิ่งใหญ่กว่า! เพื่อให้ชื่อเสียงของท่านกระฉ่อนไปทั่ว ท่านประมุขได้ส่งคนในพรรคออกไปแพร่ข่าวลือตั้งแต่ครึ่งปีที่แล้ว กล่าวว่าตอนท่านยังเป็นเพียงเด็กน้อยก็ได้คร่าชีวิตนับร้อยด้วยมือของท่านเอง เวลานี้ชื่อเสียงของท่านเป็นที่เลื่องลือยิ่งนัก!"

มันคงดีกว่านี้หากประโยคหลังไม่ได้ถูกเอ่ยออกมา ยิ่งนางกล่าวมากเท่าไหร่ อารมณ์ของผางวานก็ยิ่งหม่นหมองมากขึ้นเท่านั้น

อันว่ากิตติศัพท์ชื่อเสียงแบ่งได้เป็นสองประเภท หนึ่ง ชื่อเสียงอันดีงาม สอง ชื่อเสียงฉาวโฉ่ เมื่อดูจากสภาพการณ์ แน่ใจได้เลยว่าท่านประมุขพรรคผู้เกรียงไกร ต้องการดึงนางสู่เส้นทางของการถูกคนนับพันประณามและคนนับล้านเหยียบย่ำ จนไม่อาจคิดหันหน้ากลับ

"... ไม่รู้ว่ายังมีวีรบุรุษคนไหนบ้างที่ยังเหลือรอด และไม่ถูกผลกระทบจากคำเท็จทับทวีคูณเหล่านี้ ผู้ซึ่งสามารถมองเห็นถึงความอ้างว้างที่อยู่ภายในก้นบึ้งของหัวใจข้า?"

ผางวานที่ร้องขอความเมตตาจากพรหมลิขิต นางได้แต่พึมพำกับตัวเองด้วยความเศร้าสลด

นางคิดถึงชีวิตที่ผ่านมาของตนเองอย่างสุดซึ้ง ที่ซึ่งโลกทั้งใบหลงรักนางเอกโดยไม่มีเงื่อนไข

"เซิ่งกูวิตกเกี่ยวกับเรื่องไม่มีประสบการณ์ต่อสู้ของจริงหรือ?" หรงกูกูเห็นสีหน้าหมองหม่นของนาง ในใจจึงแฝงไว้ด้วยความห่วงใย "ไม่จำเป็นต้องกังวลที่ไม่มีประสบการณ์ ท่านก็แค่ไปถามเอาจากผู้อื่น เตรียมตัวให้มากกว่าเดิมสักเล็กน้อย ก็สามารถรับประกันความสำเร็จ ... ใช่แล้ว!" ดวงตาของนางพลันเปล่งประกายแสง "ข้าได้ยินว่าลู่เวยเพิ่งกลับมาจากการหาประสบการณ์เมื่อวานนี้ เซิ่งกูสามารถซักถามเอาจากเขา เพื่อจะได้ทำความเข้าใจสักเล็กน้อย!"

ลู่เวยคือหนึ่งในสิบสองผู้คุ้มกันของหนานอี๋ ถือเป็นเด็กหนุ่มผู้มีอนาคตของพรรค เนื่องจากเขาเคยเป็นคู่ฝึกปรือของผางวานในช่วงระยะสั้นๆ ดังนั้นสำหรับผางวาน เขาจึงค่อนข้างอบอุ่นและเป็นมิตรมากกว่า

หลังจากครุ่นคิดชั่วครู่ ผางวานนำตะกร้าผลไม้ที่จัดเตรียมโดยหรงกูกู และเดินออกจากเรือนเซิ่งซินอย่างชดช้อย มุ่งหน้าไปยังอาคารทิศใต้ซึ่งลู่เวยอาศัยอยู่

ในตอนที่นางเกือบถึงอาคารทิศใต้ ระยะห่างออกไปแค่ห้าสิบเมตร ผางวานกลับหยุดฝีเท้าอย่างกะทันหัน

นางมองเห็นเงาร่างคุ้นเคย กำลังยืนอยู่ตรงหน้าประตูอาคารทิศใต้

ไม่ได้เจอหน้าเขามากว่าครึ่งปี ราวกับว่าความหล่อเหลาของคนผู้นั้นได้เพิ่มมากขึ้น รูปร่างสมส่วนและตั้งตรง บัดนี้กำลังเพ่งสมาธิอยู่กับการเช็ดกระบี่ในมือ

--- อาวุธอันเดิมไม่เปลี่ยนแปลง เครื่องแต่งกายสีดำไม่เปลี่ยนแปลง ต่างหูคู่เดิมไม่เปลี่ยนแปลง

--- หัวใจดวงนั้นซึ่งอาบไปด้วยพิษ อ่า ไม่ต้องคิดให้มากความ มันต้องเหมือนเดิมแน่แท้

ขณะที่บางคนหมุนตัวกลับ ต้องการเดินจากไปเงียบๆ ทันใดนั้น ประกายแสงเย็นเยียบทะลวงผ่านอากาศจากเบื้องหลัง มันพุ่งตรงมาที่นางด้วยเสียงดังหวือ

"อีกแล้วรึ?" ใบหน้าของผางวานเผยให้เห็นถึงความขื่นขม ฉับพลันนั้น นางตีลังกาเพื่อหลบหลีกการโจมตี

ก่อนที่นางจะร่อนลงสู่พื้นดิน ทว่ากลับได้ยินเสียง เฟี้ยว-เฟี้ยว-เฟี้ยว! กระบี่จู่โจมมากมายปะทุขึ้นจากพื้นดินประหนึ่งหน่อไม้หลังฤดูใบไม้ผลิ[2] บีบบังคับให้นางหมดโอกาสยืนอย่างมั่นคง เมื่อเห็นว่านางกำลังจะเลือดเนื้อสาดกระเด็นในไม่ช้า ทันใดนั้น ชายแขนเสื้อข้างหนึ่งของนางเคลื่อนไหวไปมา และแถบผ้าไหมสีขาวพุ่งออกมาจากภายในแขนเสื้อ มันพันรอบต้นไม้ใหญ่อย่างมั่นคง จากนั้นนำตัวนางไปอยู่ในระยะปลอดภัยห่างจากกระบี่จู่โจมประมาณครึ่งจั้ง

ตอนที่กำลังจะพักหายใจ อึดใจนั้น ประกายเย็นเยียบทะลวงผ่านอากาศอีกครั้ง พลังของกระบี่พุ่งเข้าใส่ผ้าไหมสีขาว ผางวานขบฟันแน่น ด้วยมือหนึ่งเหนี่ยวผ้าไหมสีขาว ร่างของนางหมุนรอบร้อยแปดสิบองศาก่อนจะยืนบนยอดไม้อย่างมั่นคง ขณะเดียวกันก็รีบเก็บผ้าไหมสีขาวเข้าไปในแขนเสื้อของตนเองโดยเร็ว

การเคลื่อนไหวทั้งหมดล้วนไหลลื่นดั่งก้อนเมฆและสายน้ำ อากัปกิริยาถือได้ว่าอ่อนช้อยละมุนละไม

แปะ แปะ แปะ ใครบางคนตบมือให้นางยืดยาว เห็นชัดว่าไม่จริงใจอย่างที่สุด

"ไม่เจอเจ้าครึ่งปี ความสามารถของเซิ่งกูพัฒนาไปไม่น้อย"

คนผู้นั้นเดินเอื่อยเฉื่อยมาที่ใต้ต้นไม้

คิ้วโก่งเรียวของผางวานขมวดมุ่น ดวงตาจ้องเขม็งไปยังเงาร่างสีดำที่กำลังเดินเข้ามาอย่างช้าๆ ในใจบังเกิดอารมณ์ชั่ววูบอยากสับเขาเป็นชิ้นๆ ก่อนจะเก็บชิ้นส่วนทั้งหมดไปทำเป็นไส้เกี๊ยว

"ไม่ว่าเจ้าจะเพ่งมองขนาดไหน ดวงตาของเจ้าก็ไม่สามารถยิงใบมีดออกมาได้"

ผู้ที่อยู่ใต้ต้นไม้กล่าวเตือนแบบเสแสร้ง ทั่วทั้งร่างตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าแผ่ไปด้วยท่วงท่าอหังการ ซึ่งแปลความหมายได้ว่า "เจ้ามีปัญญาทำอะไรข้า"

ผางวานขบริมฝีปากแน่น ดวงตาฉายแสงเปลวเพลิงแห่งโทสะ นางคิดกับตัวเองในใจ หากดวงตาของนางสามารถยิงใบมีดได้แล้วล่ะก็ เกรงว่าคนผู้นั้นคงถูกเฉือนเป็นชิ้นๆ ตั้งนานแล้ว แม้แต่เส้นผมสักเส้นก็ไม่มีเหลือ

บุคคลที่อยู่ใต้ต้นไม้สงบนิ่งเป็นอันมาก ทั้งยังอดทนอีกต่างหาก เขาไม่เอ่ยวาจาใด เพียงมองมาที่นางอย่างรอคอย

ด้วยเหตุนี้ ภาวะนิ่งอยู่กับที่จึงดำเนินต่อไปถึงครึ่งก้านธูป อย่างไรก็ตาม กิ่งไม้ใต้ฝ่าเท้านางกำลังจะหักในไม่ช้า ครู่ต่อมาด้วยเสียงดัง "แครก" และตามมาด้วยเสียง "ครืน" ผางวานเบ้ปาก และตะโกนออกมาอย่างไม่เต็มใจ -- "พี่ชายหนานอี๋"

ผลสุดท้ายก็ยังเป็นนางที่ปราชัย

การปรากฏตัวของหนานอี๋ ณ อาคารทิศใต้ในขณะนี้ เป็นสิ่งที่ผางวานไม่คาดคิดมาก่อน แม้ว่าอาคารทิศใต้จะเป็นบริเวณที่อยู่อาศัยของเขา แต่นางนึกมาโดยตลอดว่าเขาออกไปหาประสบการณ์ในยุทธภพ และยังไม่กลับมา

"มิใช่ว่าท่านประมุขให้เวลาท่านสองปี เพื่อท้าทายสำนักฝ่ายธรรมะหรอกหรือ? ทำไมไม่ถึงหกเดือนท่านก็กลับมาแล้ว?"

ทันทีหลังจากเสียงแตกหักของกิ่งไม้ ผางวานฉวยโอกาสกระโดดลงบนพื้น ส่วนในมือถือตะกร้าผลไม้อย่างเหนียวแน่น

"ย่อมกลับมาพร้อมข่าวดี"

หนานอี๋มองนางทุกการเคลื่อนไหว มุมปากของเขาแย้มรอยยิ้มที่ดูแล้วไม่ชอบมาพากล

"ข่าวอะไรหรือ?"

ผางวานซ่อนตะกร้าผลไม้ไว้ข้างหลังตนเองด้วยความระแวดระวังเต็มที่ เพิ่งจะโล่งใจได้ไม่นาน ทว่านางกลับขนลุกซู่อีกครั้ง

หนานอี๋พ่นลมหายใจทางจมูกเพื่อแสดงให้เห็นถึงการดูถูกเหยียดหยามกับการกระทำเล็กๆ น้อยๆ ของนาง จากนั้นแหงนหน้ามองท้องฟ้า พลางกล่าวเน้นย้ำทุกถ้อยคำอย่างภาคภูมิ "ข้า นายน้อยผู้นี้ ท้ายที่สุดก็ได้พบนางอันเป็นที่รัก คราวนี้ได้พานางกลับมาพบท่านพ่อโดยเฉพาะ เพื่อเตรียมตบแต่งนางเข้าตระกูล"

เปรี้ยง!

สายฟ้าฟาดดังสนั่นปะทุขึ้นมาจากหัวใจของผางวาน ปัง ตึง ปัง ตึง มันตีกระแทกอวัยวะภายในทั้งห้าของนางจากสี่ทิศทาง เหนือ ใต้ ออก ตก จนพลุกพล่านปั่นป่วนไปหมด

"นาง นางคือหญิงสาวที่ท่านพบนอกพรรคหรือ?"

ใบหน้าของนางซีดเผือด คำพูดที่หลุดออกจากปากเริ่มติดขัด

"คือผู้ช่วยชีวิตข้า" หนานอี๋พยักหน้า "สามเดือนก่อนข้าถูกเจ้าสำนักคุนหลุนไล่ล่า ทำให้เสียหลักและร่วงหล่นจากหน้าผา นางพบข้าที่ตีนเขา หลังจากนั้นจึงดูแลข้าอย่างอ่อนโยนยิ่ง เพื่อที่จะเก็บสมุนไพร นางถึงกับเกือบโดนงูพิษกัด ..." พอพูดถึงตรงนี้ หนานอี๋สูดลมหายใจลึก "ได้รู้จักนางมาสามเดือน สุดท้ายข้าก็เข้าใจว่า 'ชีวิตนี้ขอรักเดียวจนวันสุดท้าย' ที่ท่านแม่พูดถึงหมายความถึงสิ่งใด --- อาอู่คือคู่เคียงชั่วชีวิตที่ข้าเสาะหา"

บนใบหน้าของเด็กหนุ่มที่เคยแสดงแต่เพียงความโหดเหี้ยม บัดนี้กลับปรากฏความอ่อนโยนและรักใคร่ประหนึ่งรักแรกแย้ม

หนานอี๋ยังคงพูดถึงการพบกันระหว่างตัวเขาและอาอู่ต่อไปเรื่อยๆ ทว่าผางวานกลับตกอยู่ในสภาวะไม่สามารถรับรู้สิ่งใดๆ ทั้งสิ้น

จิตใจอันไร้เดียงสาของนาง มันมีเพียงถ้อยคำที่หนานอี๋พูดเมื่อกี้ดังสะท้อนไปมา --- อาอู่คือคู่เคียงชั่วชีวิตที่ข้าเสาะหา

ชั่วชีวิต ชั่วชีวิต ชั่วชีวิต คู่เคียง คู่เคียง คู่เคียง ...

ผ่านมาเจ็ดปี นับตั้งแต่นางมายังสถานที่ไม่คุ้นเคยแห่งนี้ รู้จักกับหนานอี๋มาหกปี ถึงแม้ว่าหกปีที่ผ่านมาจะถูกใช้ไปกับการที่หนานอี๋ข่มเหงรังแกและราวีนาง ถึงแม้จะไม่มีประกายไฟแห่งความเสน่หาเกิดขึ้นระหว่างเด็กทั้งสอง ทว่า! ทว่าส่วนหนึ่งลึกๆ ในใจของนาง ผางวานถือว่าหนานอี๋เป็นพระเอกของนางมาโดยตลอด! หน้าตาหล่อเหลา วรยุทธ์สูงส่ง โดยเฉพาะบุคลิกที่กระตุ้นความสนใจเป็นพิเศษ กระทั่งชื่อของเขายังออกเสียงว่าหนานอีเลย (男 一 หนานอี แปลว่าพระเอก) หากเขาไม่ใช่พระเอก ถ้าอย่างนั้นใครคือพระเอก?

แต่ว่าพระเอกผู้นี้ ไม่คาดคิดว่าพอเขาเริ่มต้นนิยายรัก เขากลับบอกนางว่าได้ช้อนเอาเจ้าสาวกลับขึ้นมาจากก้นหน้าผา?

--- เป็นไปได้ไหมว่าแท้จริงแล้วข้าไม่ใช่นางเอก แต่เป็นนางรองหนึ่งสองสามสี่?

--- เป็นไปได้ไหมว่าชะตากรรมตอนจบของข้าคือถูกนางเอกอาอู่กำจัด หรือบางทีอาจค่อยๆ เลือนหายไป และเน่าเปื่อยอยู่ในซอกซึ่งไม่เป็นที่รู้จัก

ยิ่งนางคิดมากเท่าไหร่ นางก็ยิ่งหวาดกลัวมากขึ้นเท่านั้น ยิ่งนางหวาดกลัวเท่าไหร่ นางก็ยิ่งคิดมากทับทวีคูณ ข่าวที่มาอย่างเฉียบพลันส่งผลกระทบต่อผางวานอย่างยิ่ง นางตกตะลึงไร้ความรู้สึก ได้แต่ยืนนิ่งอยู่กับที่ ประหนึ่งของเล่นที่ถูกถอดสลัก ดวงตาว่างเปล่า สีหน้าไม่มีชีวิตชีวาและโง่งม

หนานอี๋ตระหนักว่าท่าทางของผางวานคล้ายผิดปกติ เขายกหมัดขึ้นหวังหวดไปที่ไหล่ของผางวานอย่างแรง

ก่อนที่หมัดนั่นจะตกกระทบ สายน้ำใสสะอาดสองสายพลันร่วงลงมาจากดวงตาของผางวาน ไหลรินผ่านพวงแก้มและกลิ้งไปยังกระโปรงของนาง

".... วานวาน?" หนานอี๋ค่อนข้างตกใจ

เขานึกว่าตนเองจะถูกผางวานกระทบกระเทียบเสียอีก กระทั่งคิดถึงฉากเย้ยหยันที่นางจะเอ่ยตอนเขาสาบานว่าจะเปลี่ยนเป็นผู้หญิงในวัยเด็ก แต่ไม่คาดคิดมาก่อน ว่าผางวานจะใช้น้ำตาใสสะอาดสองสายตอบสนองเขา

เขาไม่กลัวผางวานหลั่งน้ำตา ตอนยังเด็ก สิ่งที่เขาโปรดปรานที่สุดคือการได้เห็นผางวานถูกทำให้ไก่ตกใจบินหนี หมาตกใจวิ่งหนี[3] จากนั้นก็ร้องไห้คร่ำครวญ เพียงแต่ว่าน้ำตาของเด็กไร้ค่าในเวลานี้ มันทำให้เขารู้สึกว่ามีบางอย่างแตกต่างออกไป

ตรงไหนที่มันผิดแปลก? เขาบอกไม่ได้เหมือนกัน

ในที่สุดผางวานก็สามารถสงบสติอารมณ์ นางมองไปยังหนานอี๋ที่ขณะนี้กำลังจ้องนางตัวแข็งทื่อ ภายในใจนางเต็มไปด้วยความคิดนับหมื่นนับพัน ทะเลกลายเป็นท้องนา ท้องนากลายเป็นทะเล[4]

"พี่ชายหนานอี๋ ข้า ... ขอให้ท่านมีความสุข"

นางเช็ดน้ำตาที่อยู่บนพวงแก้ม จากนั้นยื่นมือออกไปยังไหล่ของหนานอี๋ พลางทอดถอนใจ

สิ่งที่หนานอี๋รังเกียจสุดขีด คือการที่ผู้อื่นสัมผัสถูกตัวเขา ทว่าบัดนี้เมื่อเห็นสภาพไร้วิญญาณของผางวาน เขาเองก็ไม่รู้เช่นกันว่าทำไมจึงไม่ผลักนางออก

"พี่ชายหนานอี๋เพิ่งกลับมาที่พรรค จะต้องมีกิจธุระมากมายให้สะสางเป็นแน่ เช่นนี้ผางวานจะไปทักทายพี่สะใภ้วันอื่น" ผางวานส่งยิ้มแหยให้เขา ซึ่งเมื่อเทียบกับใบหน้าสะอื้นสะอื้นก็ยังถือว่าไม่น่ามองอยู่ดี "ข้าขอตัวไปพบลู่เวยเพื่อหารือบางอย่าง"

"เจ้ามาที่นี่เพื่อส่งผลไม้ให้ลู่เวยโดยเฉพาะ?" หนานอี๋ชำเลืองมองตะกร้าไม้ไผ่ที่อยู่ในมือนาง

"เมื่อต้องการขอร้องผู้อื่น ย่อมต้องจัดหาสิ่งที่ทำให้พวกเขาพอใจเป็นธรรมดา"

ผางวานโบกมือให้เขา นางหมุนกายกลับและมุ่งหน้าไปยังอาคารทิศใต้ต่อ เพียงแต่ว่าการเคลื่อนไหวของนางค่อนข้างง่อนแง่นและเดินโซซัดโซเซ สูญเสียความงามอันอ่อนช้อยเฉกเช่นก่อนหน้านี้

หนานอี๋มองเงาร่างของนางที่กำลังเดินจากไป เขาหรี่ดวงตา ขณะเดียวกันก็บังเกิดข้อกังขาเล็กน้อย

_________
[1] หวงเหลียน 黄连 คือสมุนไพรจีนชนิดหนึ่งซึ่งมีรสชาติขมมาก มีสรรพคุณขจัดไฟ ขจัดความร้อนในหัวใจ
[2] หน่อไม้หลังฤดูใบไม้ผลิ 雨后春笋 เป็นสำนวนจีนคล้ายกับของไทยที่ว่า ผุดขึ้นมาเหมือนดอกเห็ด แปลว่า สิ่งของต่างๆ โผล่ออกมาอย่างรวดเร็วและมากมาย

[3] ไก่ตกใจบินหนี หมาตกใจวิ่งหนี 鸡飞狗跳 หมายถึง ทำให้อยู่ในสภาวะสับสนอลหม่าน
[4] ทะเลกลายเป็นท้องนา ท้องนากลายเป็นทะเล 沧海桑田 เป็นการเปรียบเปรยว่า เรื่องราวในโลกสามารถเปลี่ยนแปลงพลิกผันโดยสิ้นเชิง


ความคิดเห็น