บทที่ ๖: น่าเสียดายที่ไม่ใช่ตัวข้า


ผางวานพักอยู่ในเมืองเป็นเวลาสิบวัน ในแต่ละวันนางจะสวมใส่เครื่องแต่งกายบุรุษ และมุ่งหน้าไปยังร้านน้ำชาเล็กๆ เพื่อฟังการเล่านิทาน


ถึงแม้ว่าป้ายหยกอาญาสิทธิ์จะสำคัญ ทว่าการทำให้สาวโอตาคุ[1]ที่ใช้เวลาอยู่แต่ในภูเขาถึงสิบหกปีเข้าใจกับประเพณีสังคมของคนทั่วไปก็สำคัญไม่แพ้กัน ในเมื่อท่านประมุขให้เวลานางสองปี เช่นนี้นางจะแบ่งเวลาสองปีเหล่านั้นเป็นสี่ส่วน -- สามส่วนแรกใช้เพื่อบรรลุแผนการดอกท้อ[2] ส่วนหลังก็ใช้เพื่อขุดโค่นกู้ซีจู


ส่วนที่ว่าภารกิจจะสัมฤทธิผลเรียบร้อยหรือไม่? เอาไว้ค่อยว่ากันอีกที! ในโลกของแมรี่ซู ตราบเท่าที่มันเป็นเส้นทางเดินของนางเอก ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนสะดวกราบรื่นอยู่เสมอ


ฟังเรื่องเล่ามากว่าครึ่งเดือน ผางวานค่อยเข้าใจถึงสถานการณ์ของยุทธภพในปัจจุบัน ตัวอย่างเช่น สำนักไหนบ้างที่เป็นมิตรต่อกัน สำนักไหนที่เป็นคู่แค้น ใครมีสมบัติพัสถาน ใครมีอำนาจ ใครที่พัวพันอยู่กับเรื่องรักๆ ใคร่ๆ กับผู้ใด และอื่นๆ อีกมากมาย


สำหรับนาง ข้อมูลเหล่านี้มีประโยชน์หรือไม่แต่ประการใด ขณะนี้นางยังบอกไม่ได้ จึงได้แต่ซึมซับทุกอย่างเข้าไปในสมองก่อน เสมือนหนึ่งเป็นฟองน้ำ


ในจำนวนเรื่องที่ผู้เล่าสาธยายให้ฟัง มีอยู่เรื่องหนึ่งที่นางสนใจเป็นพิเศษ และทุกครั้งก็รอคอยที่จะฟังมันอย่างกระตือรือร้น นั่นคือเรื่องราวซับซ้อนของความรู้สึกรักใคร่เกลียดชังระหว่างผู้นำยุทภพกู้ซีจูและหญิงงามเมืองผู้มีชื่อเสียงซิงเซียงจื่อ ก็เป็นเหมือนแบบฉบับตัวประกอบทั้งหลายในแมรี่ซู หญิงงามเมืองซิงเซียงจื่อหลงรักกู้ซีจูอย่างบ้าคลั่ง หนแล้วหนเล่าที่นางยืนยันในความรักของตนเอง และปฏิเสธที่จะแต่งงานกับคนอื่นเว้นแต่เขาเพียงผู้เดียว เรื่องนี้ตั้งแต่ต้นจนจบ กู้ซีจูยังคงไว้ซึ่งท่าทางประหนึ่งเทพเจ้าที่ยืนอยู่เหนือปวงชน ไม่ซาบซึ่งใจกับคนงามสักนิด


กู้ซีจูตามคำบอกกล่าวของผู้เล่าเรื่อง วรยุทธ์ของเขาไม่เพียงแต่ยอดเยี่ยมที่สุด การปฏิบัติตนยังสูงส่งไม่มีที่ติ


กู้ซีจูผู้นี้ช่างมีคุณสมบัติเป็นพระเอกเสียจริง


สถานะสูง มีคนหลงใหลได้ปลื้มมากมาย แถมพวกนางยังเป็นสาวสวยอีกต่างหาก เช่นนี้ย่อมไม่ใช่แค่คนจรทั่วไปแน่ อีกอย่าง เพศตรงข้ามไม่มีอิทธิพลต่อเขา ดำรงไว้ซึ่งความบริสุทธิ์ผุดผ่องดั่งหยก สิ่งนี้มิใช่เพื่อเอาไว้เน้นเสน่ห์และแรงดึงดูดใจของนางเอกหรอกหรือ? ช่างเป็นบทแมรี่ซูที่เป็นอมตะอะไรเยี่ยงนี้


นี่คือสิ่งที่ผางวานคิดขึ้นมาได้ หลังจากฟังเรื่องซุบซิบทั้งสิบหกเรื่องเกี่ยวกับคนทั้งสอง


ดังนั้นในหัวของนางตอนนี้จึงเริ่มเพิกเฉยต่อความจริงที่ว่านางจำเป็นต้องโค่นผู้นำยุทธภพคนนี้ และแทนที่ด้วยจินตนาการว่าตนเองกำลังร่อนลงมาจากท้องฟ้าประหนึ่งวีรสตรีคนสุดท้ายของโลก แล้วช่วยพระเอกให้รอดพ้นจากช่วงเวลาวิปโยคบางอย่างที่ยากเกินกว่าจะเข้าใจ --- หากกล่าวกันว่าหัวใจของกู้ซีจีถูกลั่นดาลไว้อย่างเหนียวแน่น เช่นนี้ ตัวข้า ผางวานก็คือกุญแจไขรหัสเพียงดอกเดียวที่สามารถสะเดาะมันออก~~~~ (ผู้แต่งขออนุญาตแหวะก่อน)


สองสามวันต่อมา ยามเดิน ผางวานจะคิดถึงแต่สิ่งนี้ ยามนั่งก็คิดเกี่ยวกับมัน ยามกินก็ยังคิดถึงอยู่ กระทั่งยามนอนก็ยังคิดมิรู้วาย ภายในห้วงจินตนาการเป็นวรรคเป็นเวรของนาง ภาพของกู้ซีจีได้ผุดขึ้นมาอย่างน่ามหัศจรรย์ คล้ายว่ากู้ซีจูจะเป็นชายหนุ่มรูปงามล้ำเลิศที่สวมใส่ชุดสีขาว สะอาดและผึ่งผายประดุจต้นไผ่ ทั้งคู่พบกันที่ใต้ต้นท้อขณะทั้งสองยื่นมือออกมา ภายใต้ต้นซากุระพวกเขาก็ได้รู้จักกันและกัน ท่ามกลางต้นโบตั๋น พวกเขาตกหลุมรักกัน เนื้อเรื่องช่างสลับซับซ้อนยิ่งนัก ส่วนฉากก็โรแมนติกสุดๆ


วันนี้ ขณะที่นางกำลังจินตนาการถึงมือที่สาม ว่าจะโผล่ออกมาขวางความสัมพันธ์ระหว่างนางกับกู้ซีจูอย่างไร ระหว่างเดินจู่ๆ กลับมีมาใครบางคนชนนาง


"ไอ้หนูตาบอดเรอะ บังอาจขวางทางปู่[3]!"


น้ำเสียงกระด้างและแหบแห้งดังมาจากด้านหลัง


ผางวานหันกลับไปมอง เขาคือสหายร่างกำยำที่มีรอยสักบนใบหน้า และกำลังถือโล่ทองแดง


"ไอ้หน้าตัวเมีย! เจ้ามองอะไร?"


ชายร่างกำยำจ้องเขม็งมาที่นาง พร้อมกับยกโล่เพื่อทักทายศีรษะของนาง


จังหวะที่คำพูดเหล่านั้นถูกกล่าวออกมา ดวงตาของนางเห็นโล่เหวี่ยงเข้าหา ผางวานกลิ้งไปบนพื้นอย่างราบรื่น จากนั้นลูบก้นของตัวเองก่อนจะลุกขึ้นมา


“เจ้าเที่ยวโจมตีคนอื่นสุ่มสี่สุ่มห้าได้อย่างไร?!" นางจ้องเขม็งไปยังชายร่างกำยำที่อยู่ตรงหน้า ใบหน้ามืดมนของนางเริ่มขึ้นสีแดง


"ข้าโจมตีเจ้าแล้วจะทำไม? ข้าสามารถฆ่าเจ้าด้วยซ้ำ!" สหายร่างกำยำผู้นั้นระเบิดเสียงหัวเราะ "ดูหน้าตาเหมือนหมีของเจ้า อย่างกับเทพกระต่าย[4]!"


หากมองอย่างมีเหตุผล เวลานี้ผางวานอยู่ในคราบบุรุษ ทว่านางกลับมีผิวดุจน้ำนม ทั้งยังเอวบางร่างน้อย มองดูแล้วชายก็ไม่ใช่หญิงก็ไม่เชิงจริงๆ เสียด้วย


เสียงเยาะเย้ยถากถางอันดังสนั่นของชายร่างกำยำ ค่อยๆ ดึงความสนใจของฝูงชนให้มามุง


ผางวานกัดริมฝีปากล่างของตนเอง นางกำลังไม่สบอารมณ์ ไม่สบอารมณ์แบบสุดๆ


มุมหนึ่ง ฝ่ายตรงข้ามเจตนาหาเรื่องอย่างไม่มีเหตุผล ในทางกลับกัน นางเพิ่งจะได้เค้าโครงเรื่องสำคัญ ว่ากู้ซีจูกำลังเตะโด่งมือที่สาม และสาบานต่อสวรรค์ว่าจะรักเพียงแค่นาง การที่จู่ๆ ทั้งสองก็ถูกขัดจังหวะ มันทำให้หมดอารมณ์สิ้นดี!


ยามเซิ่งกูพิโรธ ผลที่ตามมาช่างร้ายแรงนัก และจากนิ้วมือของนาง เข็มสีแดงสองเล่มค่อยๆ ปรากฏ


ในสายตาของคนดู ทั้งหมดที่เห็นคือเด็กหนุ่มกำลังจ้องชายร่างกำยำอย่างดุร้าย หาได้ย้อนวาจาแดกดันหรือตอบโต้แต่ประการใด แค่หมุนกายกลับทันทีทันใด ทุกคนล้วนคิดว่าการแสดงจบสิ้นแล้ว ยังผลให้กลุ่มคนจำนวนมากแตกกระจายประหนึ่งนกและสัตว์ป่า ไม่มีผู้ใดสังเกตเห็นว่าหลังจากเด็กหนุ่มเดินห่างออกไปประมาณร้อยก้าว ชายร่างกำยำผู้นั้นกลับล้มลงที่มุมหนึ่งของตรอก และน้ำลายฟูปากขณะที่เขาถูกจับกุม


ใช้เวลาหกปีในพรรคมาร และหลบหนีจากการพยายามลอบฆ่าของหนานอี๋ถึงหกปี วันเวลาของผางวานมิได้หมดไปกับการนั่งและกินเพื่อรอคอยความตาย ถึงแม้ว่ามันยังห่างไกลจากคำว่า "วรยุทธ์ไร้เทียมทาน" ซึ่งประมุขพรรคพึงประสงค์ แต่นางยังถือได้ว่ามีฝีมือยู่บ้าง ตัวอย่างเช่น วรยุทธ์ที่นางช่ำชองที่สุดคือการใช้แส้ และสิ่งที่นางชมชอบที่สุดคือเข็มเทพเปลวเพลิงที่อยู่ในแขนเสื้อของนางชุดนี้ - เล็กละเอียดดั่งขนวัว ซัดออกไปด้วยความเร็วอันน่าเหลือเชื่อ เข็มเทพเปลวเพลิงยังมีลักษณะพิเศษ นั่นคือมันจะละลายหลังจากสัมผัสถูกร่างกายมนุษย์ ตัวเข็มจะหายไป ดังนั้นจึงอำพรางบาดแผล และปกปิดร่องรอยโดยอัตโนมัติ เป็นตัวอย่างที่ดีของการ "สังหารโดยปราศาจร่องรอย" เสียนี่กระไร


แม้ว่าชายร่างกำยำที่มีรอยสักบนใบหน้าจะมารยาททราม ทว่าความผิดของเขาไม่ถึงกับโทษตาย ดังนั้นผางวานจึงใช้เข็มเทพเปลวเพลิงแทงไปที่จุดปลายเส้นประสาทสองจุดเท่านั้น นางคิดว่าการกระทำทั้งหมดไร้ผู้รู้เห็นโดยสิ้นเชิง


หารู้ไม่ว่าหลังจากที่นางเดินออกไปไกล คนผู้หนึ่งค่อยๆ ย่อตัวลงข้างชายร่างกำยำเพื่อตรวจสอบบาดแผลของเขา ทั้งยังส่งเสียง "เอ๊ะ" เบาๆ


ผางวานที่จัดการกับชายหน้ารอยสัก มุ่งหน้าไปยังโรงเตี้ยมอย่างร่าเริง


ตำนานของกู้ซีจูได้มาถึงตอนจบ และนับแต่วันนี้ ผู้เล่าเริ่มต้นนิยายชุดใหม่กับการกระทำอันงามหยดย้อยของเจ้าตำหนักเอกา[5]


เจ้าตำหนักเอกาผู้นี้ฟังดูแล้วค่อนข้างลึกลับทีเดียว กล่าวกันว่าตั้งแต่วัยเด็ก เขาก็มีชื่อเสียงด้านสำมะเลเทเมา ชัดเจนว่าในอ้อมแขนของเขามีสาวงามอยู่นับไม่ถ้วน ทว่ากลับยืนกรานตั้งชื่อเคหสถานของตนว่า “เอกา” แตกต่างจากพรรคฝ่ายธรรมะและพรรคไป๋เยว่ ตำหนักเอกาจัดเป็นอำนาจฝ่ายที่สาม เป็นเลิศด้านสืบข้อมูลลับและสร้างกลไก ไม่เข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ในยุทธภพนี้ ไม่มีผู้ใดกล้าล่วงเกินพวกเขาแม้แต่น้อย เจ้าตำหนักมักไปมาอย่างอิสระคนเดียว ถิ่นที่อยู่ของเขายังคงเป็นปริศนา ประหนึ่งกล้วยไม้ที่สูงส่งและหยิ่งผยองในหุบเขาว่างเปล่า เยือกเย็นและหนาวเหน็บตามสภาพของมันเอง


ณ ที่ใดที่หนึ่ง ผางวานรู้สึกว่าเจ้าตำหนักเอกาผู้นี้จะต้องเข้ามาพัวพันกับนางแน่ๆ อีกเหมือนกัน – ช่างเป็นคนรักที่มีศักยภาพดั่งงูพิษ ความขัดแย้งระหว่างคนดีและคนเลว นี่มิใช่ความต้องการพื้นฐานของนิยายแมรี่ซูหรอกหรือ? ไม่แยแสมวลบุปผามากหน้าหลายตา ทว่ากลับยึดมั่นในตัวนางเอกเพียงผู้เดียว บทแบบนี้เป็นโครงเรื่องยอดนิยมสามอันดับแรกในดินแดนแมรี่ซูเลย!


“กล่าวกันว่าพอเมิ่งไห่ถังเห็นเจ้าตำหนักเพียงเท่านั้น นางรู้สึกแค่ว่าดวงตาของนางพลันเปล่งประกาย บุรุษผู้สง่างามที่มีใบหน้าดั่งหยก ...”


บนเวที ผู้เล่าเรื่องพ่นน้ำลายไปทั่วห้องโถง ด้านล่างเวที ผางวานนั่งเอามือเท้าคางขณะหัวเราะคิกคัก – ว่าแต่เมิ่งไห่ถังคือกันใคร? อย่างกับนางสนนักนี่! นางจำได้แค่อย่างเดียว เจ้าตำหนักคือ “บุรุษผู้สง่างามที่มีใบหน้าดั่งหยก” ในเมื่อกู้ซีจูในจินตนาการของนางเมื่อกี้สองจิตสองใจ นางจึงตัดสินใจลืมคนไม่ซื่อสัตย์ผู้นี้ชั่วคราว (กู้ซีจูถูกสั่งให้ไสหัวไป) ขอนางศึกษาพระเอกผู้มีศักยภาพแห่งตำหนักเอกาก่อน อย่างอื่นค่อยว่ากันวันหลัง


“.... แค่ได้ยินเมิ่งไห่ถังตะโกนอย่างเป็นห่วง: ‘ข้าจะนำศีรษะของนางมารกลับมาเดี๋ยวนี้!’ กระนั้นศิษย์กลับยกยิ้ม: ‘เซิ่งกูพรรคไป๋เยว่ของพวกเรา อายุยังไม่ถึงสิบหกก็ตัดศีรษะคนมาแล้วถึงสามร้อย ชีวิตอันล้ำค่าของนาง เป็นสิ่งที่คนภาคกลางอย่างพวกเจ้าสามารถเอาได้อย่างนั้นรึ?’”


พอได้ยินคำว่า “เซิ่งกูพรรคไป๋เยว่” แบบปัจจุบันทันด่วน ผางวานรู้สึกขนลุกซู่ ยังผลให้ตื่นจากอาการเพ้อฝันแสนหวานทันควัน


ไม่แน่ใจว่าเจตนาหรือไม่ ทว่าผู้เล่าเรื่องหยุดชะงักไปหนึ่งจังหวะในช่วงเวลานี่เอง ทั่วทิศทางเต็มไปด้วยเสียงตะโกนด่าทออย่างโกรธแค้น


“ขอสาปแช่งนางมารผู้นั้น! นั่นมันคำพูดเกินจริง!”


“ฆ่าสามร้อยคนแล้วมันน่าประทับใจหรืออย่างไร? รังแกคนอ่อนแอไม่ได้ทำให้เจ้ากลายเป็นคนมีความสามารถ!”


“หากนางกล้ามาที่ภาคกลาง คอยดู ข้าจะดึงเส้นเอ็นและถลกหนังของนางออก!”


“ก็แค่นางป่าเถื่อนที่คอยรับใช้จั่วหวายอัน อะไรทำให้นางมีค่าคู่ควรกับคำว่าเซิ่ง (เซิ่ง แปลว่า ศักดิ์สิทธิ์)? นางช่างไร้ยางอาย กล้าเอาทองมาติดใบหน้าตัวเอง[6]!”


“นางมารพรรคมาร ทุกคนควรสังหารนางให้ตาย!”


“หญิงชั่วร้าย!”


“คนชั้นต่ำ!”


.......


ผางวานที่นั่งฟังโดยไร้ซุ่มเสียง เหงื่อเย็นไหลท่วมหลังของนางจนเปียกโชกไปหมด


แม้ว่านางจะเตรียมตัวเตรียมใจมาแล้วกับสิ่งนี้ ทว่านางไม่นึกไม่ฝันว่าชื่อเสียงของตนเองจะเลวร้ายถึงเพียงนี้ ถึงขนาดที่ว่าเป็นเหมือนหนูบนท้องถนน ถูกผู้คนสาปแช่งและตามล่า


เมื่อเห็นว่าอารมณ์ฉุนเฉียวของทุกคนใกล้จะระเบิดออกมา ท้ายที่สุดผู้เล่าเรื่องก็ส่งสัญญาณมือทั้งสองข้างกดลงเพื่อให้เงียบเสียง แล้วเปลี่ยนเรื่องทั้งหมด: “พูดถึงเซิ่งกูพรรคไป๋เยว่ผู้นี้แล้ว อดไม่ได้ที่ต้องเอ่ยถึงหญิงสาวศักดิ์สิทธิ์แท้จริงของยุทธภพเรา – เทพธิดาซางฉาน! บนโลกนี้ นอกเหนือจากนางที่เพียบพร้อม ทั้งความสามารถและสติปัญญา ประพฤติตนด้วยคุณธรรมสูงส่งและบริสุทธิ์ ประหนึ่งหญิงสาวที่เป็นดั่งดอกบัวขาว ผู้ใดอีกเล่าที่จะมีค่าเหมาะสมกับคำว่า ‘เซิ่ง’?”


พอได้ยินคำว่า “ซางฉาน” สองพยางค์เท่านั้น ผู้ฟังมากมายล้วนตกอยู่ในภวังค์ แต่ละคนเริ่มแสดงสีหน้าเลื่อมใสและใฝ่ฝัน


“.... ผู้นำยุทธภพรักษาตนให้บริสุทธิ์ดั่งหยกก็เพื่อนาง เจ้าตำหนักเอกาตกอยู่ในความสิ้นหวังก็เพราะนาง กระทั่งท่านอ๋องเก้ายังสงวนตำแหน่งชายาไว้ก็เพื่อนาง! ทั้งยุทธภพกำลังพนันขันต่อ ว่าท่ามกลางบุรุษชั้นยอดเหล่านี้ ผู้ใดจะสามารถชนะใจนางในท้ายที่สุด?!” ผู้เล่าเรื่องส่ายหน้าไปมาขณะกล่าววาจา แสดงท่าทางเพลิดเพลินกับตัวเองยิ่งนัก คล้ายว่าจมจ่อมอยู่กับเสน่ห์ของวีรสตรีผู้มากพรสวรรค์ และความงามอันหาที่เปรียบมิได้ “อ่า~! เทพธิดาซางฉานของพวกเรา! นางสมบูรณ์แบบที่สุด ยอดเยี่ยมยิ่งนัก ผู้ใดจะโชคดีได้เป็นเนื้อคู่นาง และได้อยู่เคียงข้างกันในท้ายที่สุด?”


พรูดดด~ ผางวานพ่นปาเป่าฉา[7]ออกมาจากปาก


ณ จุดนี้ ทุกคนล้วนมึนเมาอยู่กับความงามเฉิดฉายของเทพธิดาซางฉาน ไม่มีใครสังเกตเห็นนางแม้แต่น้อย


ผางวานหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาและค่อยๆ เช็ดปากของตนเอง สีหน้าของนางเผยให้เห็นอาการสะเทือนใจราวกับกำลังเผชิญวันสิ้นโลก เสมือนหนึ่งว่าสิ่งที่นางพ่นออกมาหาใช่น้ำชา แต่เป็นโลหิตสดๆ ที่ออกมาจากหัวใจของนาง


จบสิ้นแล้ว ไม่ต้องหวังถึงเจ้าตำหนัก ไม่จำเป็นต้องคิดถึงกู้ซีจูอีกเหมือนกัน ความเชื่อที่ว่าชายหนุ่มรูปงามต่างพากันหลงรักนางล้วนแตกสลายไม่มีชิ้นดี ด้วยประสบกับความรักที่เปลี่ยนแปลงของหนานอี๋ บวกกับการโจมตีอันหนักหน่วงที่กู้ซีจูกับเจ้าตำหนักเอกาละทิ้งนางเพื่อคนอื่น หัวใจอบอุ่นสีชมพูของผางวานแปรเปลี่ยนเป็นเย็นยะเยือก[8] – ข้าไม่ใช่นางเอก ซางฉานคือนางเอกที่แท้จริง ดูสิว่านางเอาพระเอกที่ยอดเยี่ยมทั้งสามคนไปหมดเลย แถมยังสามารถได้รับชื่อเสียงอันดีงามเล่าลือต่อๆ กันไป?


“.... นางคือดวงจันทร์ข้างขึ้นบนท้องนภา นางคือน้ำค้างยามเช้าบนยอดเขา นางคือดอกบัวขาวในทะเลสาบ ...” ผู้เล่าเรื่องยังคงร้องเพลงสรรเสริญความงามอันหาที่เปรียบไม่ได้ของซางฉาน


ผางวานนั่งฟังอยู่บนเก้าอี้เงียบๆ หน้าอกของนางกระเพื่อมเป็นระลอก


--- ยอมแพ้ทั้งๆ แบบนี้ ยอมกลายเป็นนางรองด้วยความสมัครใจ แล้วแต่งงานกับพระรองไร้เอกลักษณ์ จนกระทั่งความตายพรากพวกเราจากกัน?


--- ไม่! ไม่ยอมเด็ดขาด!


เลือดหญิงตระกูลสูงศักดิ์กำลังเดือดพล่านอยู่ภายใน ยีนแมรี่ซูภายในร่างกายที่ทั้งมั่นอกมั่นใจและเต็มไปด้วยความภูมิใจในตนเองอย่างล้นหลาม มันกำลังส่งเสียงคำรามดังสนั่น


นางมองไปยังผู้เล่าเรื่องคนนั้น ที่ขณะนี้กำลังมือไม้ร่ายรำ[9] คิ้วของนางขมวดเข้าหากัน ในใจเต็มไปด้วยแผนร้ายล้ำเลิศ

__________
[1] สาวโอตาคุ 宅女 หมายถึง พวกที่คลั่งอะไรสักอย่างแบบสุดๆ
[2] แผนการดอกท้อ 桃花事业 หมายถึง แผนการในการแสวงหาความรัก
[3] ปู่ 爷爷 การเรียกแทนตนว่าปู่ ถือเป็นการพูดเชิงเหยียดหยามคนอื่น
[4] คำว่าหมีของจีน หมายถึง พวกโง่ ไร้ประโยชน์ (คล้ายๆ ของไทยด่าว่าควาย) ส่วนกระต่าย เป็นสัตว์อ่อนแอ จำพวกต้องได้รับการปกป้อง คำว่าเทพกระต่ายหรือก็คือทู่เอ่อร์เหยีย จริงๆ แล้วคำว่าทู่เอ่อร์เหยีย 兔儿爷 มาจากเทพนิยาย "กระต่ายหยกในตำหนักจันทร์" ของจีน แต่ในประโยคนี้อาจหมายความถึง "นายบำเรอ" ได้เหมือนกัน
[5] เอกา 孤 แปลว่าสันโดษ หรือโดดเดี่ยว
[6] เอาทองมาติดใบหน้าตัวเอง หมายความถึง อวยความสามารถของตัวเอง หรือ พูดจาโอ้อวด
[7] ปาเป่าฉา คือ ชาแปดอัญมณี เป็นชาที่เอาสมุนไพรแปดอย่างมารวมกัน
[8] หัวใจอบอุ่นสีชมพูแปรเปลี่ยนเป็นเย็นยะเยือก เป็นการอุปมาว่าผิดหวังหรือเกิดความท้อแท้
[9] มือไม้ร่ายรำ 手舞足蹈 เป็นสำนวนจีน หมายถึง ดีใจจนเต้นเร้งเต้นกา


ความคิดเห็น