บทที่ ๓๗: ซางซ่างเซิงชุดแดง


ทะเลทรายเป็นประกายขาวราวหิมะ คุ้งน้ำโค้งประหนึ่งพระจันทร์เสี้ยว

เฉกเช่นไม่มีผู้ใดคาดคิดว่าดอกไม้สามารถผลิบานจากรอยแยกของก้อนหิน ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ ภายในทะเลทรายอันกว้างใหญ่ จะมีสายน้ำงดงามเช่นนี้อยู่

แม่น้ำมรกตกระจ่างใสและสงบนิ่งประดุจแผ่นหยก

ซางซ่างเซิงกำลังนอนอยู่ใต้หลังคาเรือเช่นปกติ อาบไล้แสงอาทิตย์

ขณะนี้เป็นช่วงปลายฤดูใบไม้ร่วง อีกไม่กี่วันจะเข้าหน้าหนาว มันจะไม่มีช่วงเวลาสบายอกสบายใจแบบนี้อีกต่อไป

ปล่อยอารมณ์ได้ไม่นานนัก ทันใดนั้น ได้ยินเสียงฝีเท้าใกล้เข้ามาเรื่อยๆ เหมือนมีสองคน และหนึ่งในนั้นเป็นยอดฝีมือด้านวิชาตัวเบา

-- ตัวข้าที่เปล่าเปลี่ยวมานานแสนนาน ในที่สุดจะได้มีประโยชน์กับเขาเสียที?

ระหว่างที่คิด เขาอดไม่ได้ที่จะยกยิ้มมุมปาก แล้วสวมหมวกฟางแบบไม่อีนังขังขอบ

"คนเรือ พวกเราต้องการข้ามฟาก"

ชายหนุ่มชุดดำสีหน้าเย็นชาปรากฏกายต่อหน้าเขา

ไม่ไกลจากด้านหลัง เด็กสาวที่เกล้าผมเป็นมวยคู่กำลังวิ่งตามเขาด้วยความพยายาม อาจเพราะนางวิ่งอย่างรีบร้อน ทั่วร่างจึงเต็มไปด้วยเหงื่อและมีอาการกระหืดกระหอบ

"ตอนนี้ไม่ใช่เวลาทำงานของข้า"

ซางซ่างเซิงชำเลืองมองชายหนุ่มลวกๆ ไม่คิดสนใจเขา -- คุณชายนิสัยเสียประเภทนี้เป็นสิ่งน่ารำคาญที่สุด

"ไม่มีใครถามความเห็นเจ้า"

แสงสีขาวเป็นทางยาววูบผ่าน กระบี่แหลมคมทาบอยู่บนลำคอเขา หากมันเคลื่อนลงมาอีกเพียงเล็กน้อย ก็จะเฉือนลำคอเขาแน่นอน

"ข้าต้องการแค่เรือของเจ้า"

ชายหนุ่มกล่าวประโยคนี้ด้วยใบหน้าไร้อารมณ์ พลางขยับมือ ในตอนที่กระบี่หนาวเหน็บกำลังจะลิ้มรสเลือด

"ศิษย์พี่หยุดก่อน!"

เสียงไพเราะตะโกนอย่างกะทันหัน ทำให้ซางซ่างเซิงยับยั้งการกระทำที่คิดจะลงมือ

เขาเบนสายตา และมองผู้ที่เอ่ยคำด้วยความสนใจ

เด็กสาวผู้นั้นมองชายหนุ่มด้วยอาการกระวนกระวายใจ บางทีอาจเพราะนางยังไม่หายเหนื่อยจากเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ ใบหน้าของนางจึงขาวซีดราวกระดาษ ส่วนหน้าอกก็ไหวขึ้นลง

"เขาทำตัวน่ารำคาญมาก" ใบมีดค้างอยู่กลางอากาศ ใบหน้าหล่อเหลาของชายหนุ่มเผยให้เห็นแววไม่พอใจ

เด็กสาวสูดลมหายใจลึก แล้วเดินมาที่ข้างเรืออย่างเชื่องช้า

"ศิษย์พี่ หรือท่านต้องการให้ข้าเป็นคนพายเรือ?" นางแหงนคอมองชายหนุ่มชุดดำ ไหล่เล็กค่อยๆ สั่นไหว ท่าทางน่าเวทนาประหนึ่งใบไม้โรยในลมฤดูใบไม้ร่วง "ข้าเหนื่อยมาก ท่านต้องให้ข้าเก็บแรงเอาไว้บ้าง"

ชายหนุ่มชุดดำขมวดคิ้ว ทว่าสุดท้ายก็ยอมรั้งกระบี่กลับ

ซางซ่างเซิงยังคงนอนอยู่ที่เดิมโดยไม่เคลื่อนไหว ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น

"คนเรือท่านนี้ พวกเราศิษย์พี่ศิษย์น้องเดินทางมาไกล ต้องเผชิญความยากลำบากต่างๆ มากมายกว่าจะมาถึงที่นี่ ขอท่านได้โปรดพาพวกเราข้ามแม่น้ำนี้ได้หรือไม่?"

เด็กสาวย่อตัวลง และพูดกับซางซ่างเซิงด้วยความสุภาพ

ท่าทางของนางนุ่มนวลและตรงไปตรงมา เครื่องแต่งกายสีแดงสดห่อหุ้มร่างกายสวยงาม ราวกับช่อดอกไม้ตูมประดับประดาด้วยหยาดน้ำค้าง สดชื่นและอ่อนช้อย

-- ต้องอย่างนี้สิเวลาข้อร้องผู้อื่น อย่างน้อยก็ควรแสดงท่าทางวิงวอน

ซางซ่างเซิงหันมายิ้มให้นาง พลางกล่าววาจาอย่างเกียจคร้าน "แม่นางน้อย เจ้ามาจากไหน แล้วจะไปที่ไหน?"

อืม นี่คือปริศนาทางปรัชญาที่ลึกลับชั่วกัปชั่วกัลป์

"มาจากที่ข้าจากมา ไปที่ข้ากำลังจะไป"

เด็กสาวเม้มริมฝีปากเป็นรอยยิ้มอ่อนหวาน ลักยิ้มน่ารักทั้งสองข้างปรากฏบนแก้มของนาง นางลูบเส้นผมดำขลับงดงามของตนเองระหว่างพูด ยังผลให้แขนเสื้อผ้าไหมลื่นจากข้อมือนางประดุจสายน้ำ เผยให้เห็นผิวเนื้อที่ขาวราวหยก 

ซางซ่างเซิงคล้ายไม่อาจขยับลูกตาได้เลย

"ขืนยังมองต่อ ข้าจะควักลูกตาเจ้า" เสียงเย็นเยียบดังจากเหนือหัว

ชิ นางเป็นแค่ศิษย์น้องของเจ้า ไม่ใช่ภรรยาสักหน่อย ขี้เหนียวจริงๆ!

ซางซ่างเซิงบ่นในใจ เขาจงใจไถลสายตาลงจากข้อมือของเด็กสาว และพลันหยุดที่เอวของนาง -- ตรงตำแหน่งที่ถุงผ้าไหมสีทองห้อยอยู่

"คนเรือ ข้าตอบคำถามท่านไปแล้ว ท่านช่วยพาพวกเราข้ามฟากได้หรือไม่?" เด็กสาวเห็นเขาไม่ตอบเป็นเวลานาน น้ำเสียงจึงแฝงไว้ด้วยความกระวนกระวายใจอยู่บ้าง

"ได้สิ ทำไมจะไม่ได้?" ซางซ่างเซิงแอบมองถุงผ้าไหมอีกรอบ จากนั้นยกยิ้มมุมปากอย่างมีความนัย "ตราบเท่าที่เจ้าจ่ายเงินให้ข้า"

….

เรือสีเงินไหลตามแม่น้ำอย่างเชื่องช้า สายลมเย็นบนแม่น้ำพัดเข้ามาในเรือ

"แม่น้ำสายนี้สวยมาก" เด็กสาวชุดแดงมองระลอกคลื่นเล็กๆ ที่เป็นประกายดั่งมรกต ชั่วขณะนั้น สีหน้าของนางพลันตื่นเต้นยินดี

"แน่นอน" ซางซ่างเซิงแจวเรืออยู่ที่ส่วนท้าย น้ำเสียงของเขาเบิกบานยิ่งนัก "แม่นางอยากลงไปเล่นสักพักหรือไม่?"

เด็กสาวยังไม่ทันตอบ เมื่อชายหนุ่มชุดดำยื่นมือใหญ่ และหิ้วตัวนางเอาไปวางไว้ในส่วนใต้หลังคาเรือ

"เจ้ากล้าหรือ?" เขาจ้องหน้านาง สัมผัสได้ถึงคำเตือนในดวงตาเขา

เด็กสาวหัวเราะคิกคัก และตบแขนเขาเบาๆ คล้ายนางกำลังบอกว่าไม่ต้องเป็นห่วง

"คนเรือ พวกเราไม่เคยมีความบาดหมางหรือความแค้นใดต่อกัน ทำไมท่านถึงต้องการทำร้ายข้า?" เสียงของนางไพเราะดั่งนกขมิ้น"แม่น้ำสายนี้ที่ท่านคุ้มกัน ชัดเจนว่าเป็นแม่น้ำกินคน หากข้าเซ่อซ่ากระโดดลงไป ถ้าไม่ตายก็ต้องเสียเลือดเนื้อและผิวกายแน่ๆ"

พอพูดจบ นางหยิบเชือกครึ่งท่อนที่อยู่ใต้ฝ่าเท้า และโยนลงแม่น้ำ ให้มันเปียกสักพักหนึ่ง จากนั้นดึงมันขึ้นมา เชือกหนาซึ่งแต่เดิมมีขนาดเท่านิ้วโป้ง ขณะนี้ถูกกัดกร่อนกลายเป็นไส้เทียนบางๆ

ซางซ่างเซิงเห็นสิ่งนี้และฮัมเบาๆ จากนั้นไม่เอ่ยคำใดอีก

"แม่น้ำไร้มัจฉา สิ่งที่อาศัยอยู่ภายในคือภูตผี" เด็กสาวหมุนกายกลับ และส่งยิ้มงดงามให้ชายหนุ่มชุดดำ "ศิษย์พี่ ข้าพูดถูกต้องหรือไม่?"

ชายหนุ่มชุดดำไม่ได้กล่าวคำใดอีก แค่ยกคิ้วสูง

ไม่มีบทสนทนาอื่นใดระหว่างคนทั้งสาม พวกเขามาถึงอีกฟากของแม่น้ำอย่างรวดเร็ว

"ขออภัย ท้องฟ้าใกล้มืดแล้ว ข้าต้องรีบกลับ ไม่มีเวลาทอดสมอ"

ระยะทางจากฝั่งยังเหลืออีกหลายจั้ง ซางซ่างเซิงยืนอยู่ที่ท้ายเรือ เสแสร้งประสานมือคำนับคนทั้งสองที่อยู่ใต้หลังคา

ชายหนุ่มชุดดำไม่กล่าวคำใด เขาอุ้มตัวเด็กสาวและกระโดด ร่อนลงบนฝั่งอย่างมั่นคง โดยไม่สัมผัสถูกน้ำสักหยด

"ขอโทษที่ข้าทำให้ศิษย์พี่ลำบาก" เด็กสาวยืนอยู่ในอ้อมแขนของเขา นางกัดริมฝีปากล่างด้วยความอับอายอยู่บ้าง

-- โอ้ หนุ่มผู้นั้นฝีมือดีทีเดียว ซางซ่างเซิงคิด พลาดลูบคางตนเองด้วยความสนใจ

แต่ผู้ที่น่าสนใจยิ่งกว่าคือสาวน้อยชุดแดง ไม่ว่าจะมองเช่นไร นางน่าจะเป็นคนมีพื้นฐานวรยุทธ์แข็งแกร่ง โครงสร้างกระดูกของนางไม่ธรรมดาซึ่งหาได้ยากยิ่ง ทำไมนางไม่มีวิชาตัวเบาสักนิดน่าเสียดายจริง

เขาส่ายหน้า หันไม้พายและย้อนกลับ

เมื่อเขามาถึงกลางแม่น้ำ แนวสายตาของซางซ่างเซิงพลันถูกก้อนสีเขียวมรกตตรงมุมเรือดึงดูด

ผู้ใดจะไปคาดคิด บริเวณท้องเรือสุดที่รักของเขาถูกกระบี่เจาะเป็นรูเล็กๆ น้ำกัดกร่อนเข้ามาในเรืออย่างเงียบกริบ ถึงแม้รูไม่ใหญ่มาก แต่รับประกันได้ว่าเขาไม่มีทางหวนกลับไปที่อีกฟาก และต้องตายท่ามกลางแม่น้ำมรกตกินคนอย่างหมดหนทาง

ประกายแสงวูบผ่านดวงตาเขา

"เจ้าหนุ่ม! ช่างโหดเหี้ยมนัก!" เขาโยนไม้พายและระเบิดเสียงหัวเราะ เสียงของเขาคล้ายทำให้ฝูงนกตื่นตกใจ พวกมันบินตรงเข้าไปในก้อนเมฆ


****

หลังจากข้ามแม่น้ำมรกต ชายหนุ่มหญิงสาวค่อยๆ เดินบนทะเลทรายที่ไกลสุดลูกหูลูกตา ท่ามกลางทิวทัศน์กว้างใหญ่ไร้พรมแดนเช่นนี้ ความโอหังในวันวานหาเป็นสิ่งใดได้ นอกจากมดเล็กๆ สองตัว

"แค่ก แค่ก!" หญิงสาวหยุดเดินอย่างกะทันหัน และเอามือปิดปาก

"ยังเจ็บอยู่หรือ?" ชายหนุ่มหันมาหานาง คิ้วของเขาขมวดมุ่น

หญิงสาวไม่ได้เอ่ยคำใด แค่หยิบยาจากถุงผ้าไหมและนำมันเข้าปาก จากนั้นเอามือที่ปิดปากลง

ระหว่างง่ามนิ้วมือทั้งห้าของนาง คลับคล้ายว่ามีของเหลวสีแดงสดไหลซึม

"... ไม่ช้าก็เร็ว ข้าต้องสังหารสัตว์เดียรัจฉานตัวนั้น!" ชายหนุ่มจ้องแก้มซีดเผือดของนาง ดวงตาเขาเต็มไปด้วยความมืดมน

หญิงสาวนิ่งเงียบ เลี่ยงการสบตากับเขา

"ผางวานเจ้าอย่าเพิ่งหมดกำลังใจ!"

เมื่อชายหนุ่มเห็นนางมีท่าทางสิ้นหวัง เขากำหมัดแน่นจนข้อนิ้วกลายเป็นสีขาว ความโกรธแค้นของเขาจวนเจียนจะระเบิด

เขายังจำได้ดีตอนเห็นนางเมื่อสามเดือนก่อน -- แตกหักและทรุดโทรม ทั่วทั้งร่างเต็มไปด้วยบาดแผล ศรพิษและกริชเย็นเยียบปักทะลุหน้าอกนาง ใบมีดแทงจากด้านหน้าและทะลุออกจากกระดูกสันหลัง ราวกับแท่งไม้ไผ่ที่เสียบผ่านลูกชิ้นอย่างโหดร้าย

บุคคลที่สังหารนางคิดคำนวณเป็นอย่างดี ทุกการโจมตีล้วนเล็งไปที่จุดสำคัญของร่างกายนาง ไม่เหลือโอกาสให้นางรอดชีวิตแม้แต่น้อย

เดิมทีนางควรต้องตายอยู่ตรงนั้น เพียงแต่ผู้ลงมือสังหารคงไม่คาดคิด ว่าหัวใจของนางจะอยู่ฝั่งตรงข้ามกับผู้อื่น

ของขวัญที่ไม่เหมือนผู้ใดได้ช่วยชีวิตนางไว้

"รู้แล้ว รู้แล้ว ศิษย์พี่ไม่ต้องเป็นห่วง ข้าจะใช้กระบี่แทงเขาด้วยตนเองแน่นอน" หญิงสาวยิ้มให้เขาอย่างขอไปที ทว่าแววตากลับไม่ยิ้มสักนิด

"... ท่านพ่อพูดถูก เจ้าใจอ่อนเกินไป มันคงดีกว่าหากเจ้าไม่เป็นเซิ่งกูอีกต่อไป" ชายหนุ่มใช้สายตาเย็นเยียบมองนาง จากนั้นหันกายกลับ และเดินลึกเข้าไปในทะเลทราย

หญิงสาวยิ้มขมขื่น นางยกชายกระโปรง และเดินตามเขาด้วยฝีเท้าไม่มั่นคง

เขาพูดได้ถูกต้อง เวลานี้นางไม่ใช่เซิ่งกูพรรคมารอีกต่อไป ไม่มีช่วงเวลาแห่งความยโสโอหังอีกแล้ว ทุกอย่างล้วนผ่านพ้น

"ท่านแน่ใจหรือว่าฐานที่มั่นของตำหนักเอกาอยู่ที่นี่?"

มองไปยังทะเลทรายสุดลูกหูลูกตา หญิงสาวอดไม่ได้ที่จะเปิดปากถาม

"ข้อมูลของข้าไม่เคยผิดพลาด" ชายหนุ่มเดินตรงไปข้างหน้าอย่างสงบนิ่ง คล้ายมั่นใจยิ่งนัก

"เจ้าตำหนักผู้นี้ประหลาดจริง ทำไมถึงได้สร้างตำหนักในสถานที่โดดเดี่ยวเช่นนี้?" หญิงสาวรู้สึกสงสัย

"เจ้าคิดว่านี่เป็นทะเลทรายธรรมดาหรือ?" ชายหนุ่มทำเสียงเยาะ และบอกนางโดยไม่รีบร้อน"ตลอดการเดินทาง ต้องผ่านเขาดำจี้อวี๋ หุบเขาวายุดำมืด ทั้งยังแม่น้ำกินคน มีสถานที่ใดบ้างที่ผู้คนสามารถข้ามผ่านอย่างปลอดภัยเจ้าตำหนักมีฝีมือยิ่งนัก เลือกสถานที่ซึ่งสภาพแวดล้อมเป็นใจคอยอำนวย เพื่อใช้ชีวิตอย่างสันโดษ มิน่า คนในยุทธภพจึงไม่มีผู้ใดรู้ร่องรอยของปีศาจเฒ่า"

หญิงสาวมิได้กล่าวตอบ แค่เดินตามหลังเขาเงียบๆ

-- ปีศาจเฒ่ามิใช่กล่าวกันว่าเจ้าตำหนักเอกาเป็นชายหนุ่มมีเสน่ห์ ที่หลงรักเทพธิดาซางฉานอยู่หรอกหรือ?

นางนึกถึงเรื่องราวเมื่อนานมาแล้ว ช่วงเวลาที่นางฟังเรื่องเล่าของนักเล่านิทานหวังกังในเมืองเล็กๆ

ตอนนั้นนางเต็มไปด้วยความเพ้อฝันเกี่ยวกับอนาคต นางเชื่อมั่นว่าชายหนุ่มรูปงามทั้งหมดจะหลงรักนางโดยไม่มีเงื่อนไข แม้ว่าหลังจากนั้นเทพธิดาซางฉานจะปรากฏตัว นางก็ยังคิดอย่างโง่งม ว่านางจะสามารถกลายเป็นนางเอก บุคคลซึ่งเอาชนะตัวละครทุกตัว ไม่มีสิ่งใดต้องกังวล

ใช่ ไม่มีสิ่งใดต้องกังวล เว้นแต่ชีวิตของนางเอง

ตะวันตกดินเหมือนโลหิตที่เส้นขอบฟ้า ครึ่งวงกลมใหญ่โตและลูกไฟงดงาม แสงสีแดงสะท้อนบนแก้มของนาง

"เจ้าแค้นใจหรือ?"

ชายหนุ่มที่เดินเงียบๆ ด้านหน้า เอ่ยปากถามอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย

หญิงสาวประหลาดใจกับคำถามของเขา

"ข้าแค้นใจ" หลังจากนั้นครู่หนึ่ง นางตอบแผ่วเบา

"ทั้งๆ ที่เจ้ารู้ว่ามีอันตรายใหญ่หลวงรออยู่ที่นี่ เจ้าก็ยังอยากติดตามข้างั้นหรือ?" ชายหนุ่มส่งเสียงหัวเราะ คล้ายกำลังเย้ยหยันนาง

"อยู่บนภูเขาก็ไม่มีอะไรทำอยู่ดี" หญิงสาวตอบเบาๆ ท่าทางว่านอนสอนง่ายยิ่งนัก

"หากเจ้าเชื่อฟังข้า หลังจากที่ข้าเสร็จเรื่องนี้ ข้าจะช่วยเจ้าล้างแค้น" เสียงของชายหนุ่มมั่นคงเป็นอันมาก เขาก้าวเดินอย่างต่อเนื่องด้วยความเด็ดเดี่ยว

หญิงสาวส่งเสียง "อืม"

พร้อมกับลำแสงสุดท้ายที่ฝังสู่พื้นดิน บนท้องฟ้าสวยงามทางทิศตะวันออก เสี้ยวพระจันทร์แขวนอยู่บนนั้น

ภูเขาสูงใหญ่ปรากฏตรงหน้าคนทั้งคู่ บนกำแพงสูงชันและดำมืด สามารถมองเห็นเงาเลือนรางของตำหนักยิ่งใหญ่ ท่ามกลางหมอกควันหนาทึบ แสงจากระยะไกลกับดวงดาวเบื้องบนที่ส่องสว่างติดกัน ยากจะระบุได้ว่าอันไหนคือแสงไฟจากเส้นขอบฟ้า มองจากระยะไกล มันเหมือนภาพวาดหมึกที่มีชื่อเสียง ประดับประดาด้วยทองคำเปลวเป็นประกาย

ประดุจแดนสวรรค์ในจินตนาการอันว่างเปล่า สามารถมองเห็นแต่ไม่อาจสัมผัส


ความคิดเห็น