บทที่ ๔: แม่นางเหมยอู่


ข่าวที่นายน้อยหนานอี๋นำว่าที่ภรรยากลับมาได้แพร่สะบัดไปทั่วทุกซอกทุกมุมของพรรคอย่างรวดเร็ว บรรดาสมาชิกพรรคที่มีใจเพ้อฝันต่างพากันร้องไห้ไปถึงสวรรค์และเอาศีรษะกระแทกพื้นดิน น้ำตาแห่งความชอกช้ำหลั่งไหลออกมามากมายจนกลายเป็นลำธารขนาดเล็ก ท่ามกลางเสียงของหัวใจที่แตกสลาย มีเพียงพ่อครัวซึ่งรับผิดชอบเรื่องทำอาหารเท่านั้นที่ยังสุขสันต์อยู่ได้ พวกเขากล่าวว่าสองสามวันมานี้ ไม่จำเป็นต้องเติมเกลือตอนทำบะหมี่ เวลารับประทานเกี๊ยวก็ไม่ต้องเตรียมซอสเปรี้ยว ดังนั้นจึงประหยัดเงินเป็นอันมาก

“ทอดทิ้งข้าเมื่อวันวาน มิอาจหวนกลับคืนมา เหลือไว้เพียงใจข้า ทุกข์ระทมเหลือคณา”

เป็นอีกครั้งที่ผางวานเริ่มครวญท่วงทำนองนี้

นางเอกที่มาจากดินแดนแมรี่ซูล้วนมีพรสวรรค์หลายอย่าง เพียงแค่บทกวีและร้องเพลง นางก็แค่เอื้อมมือและคว้ามันเท่านั้น[1]

“แท้จริงแล้วความรู้สึกที่เซิ่งกูมีต่อนายน้อยลึกซึ้งถึงเพียงนี้!”

พอได้ยินผางวานท่องบทกวีนี้เป็นครั้งที่สาม หรงกูกูระเบิดอารมณ์ทันทีทันใด นางทิ้งปิ่นดอกไม้ประดับมุก พร้อมกับตบโต๊ะและยืนขึ้น “หรงเอ๋อร์จะไปตัดศีรษะเหมยอู่ผู้นั้นเดี๋ยวนี้ และจะนำกลับมาให้เซิ่งกู!”

ผางวานกลอกตาใส่หรงกูกู – นางรู้ว่าหรงกูกูกำลังเย้าแหย่

“เซิ่งกู อ่า เซิ่งกู ความจริงแล้วท่านไม่จำเป็นต้องช้ำใจถึงเพียงนี้ นับตั้งแต่โบราณกาล บุคคลที่มีชื่อเสียงยิ่งใหญ่ พวกเขาเหล่านั้นล้วนต้องเผชิญกับความพ่ายแพ้บางประการด้วยกันทั้งสิ้น”

หรงกูกูระรานอยู่เหนือร่างผางวาน นางคว้าหวีไม้จันทน์สีทอง และสางผมให้นางโดยไม่ต้องใช้ความพยายามมากนัก

“นึกถึงเหล่านางมารของพรรคมารที่มีชื่อเสียงได้จารึกเป็นประวัติศาสตร์จดจำไปตลอดกาล ผู้ใดบ้างที่มิได้มีรูปโฉมดั่งเทพธิดา ภายในใจดั่งปีศาจร้าย? ไร้หัวใจ ไร้ความรู้สึก กระทั่งสามารถสังหารญาติสนิทโดยสีหน้าไม่แปรเปลี่ยนสักนิด หรงกูกูเชื่อว่าการที่เซิ่งกูถูกนายน้อยทิ้งคราวนี้เป็นสิ่งดี บางทีบาดแผลนี้อาจทำให้ท่านรู้สึกตัว จะได้กำจัดความรู้สึกและตัดความรักทิ้ง ครั้นแล้วก็จะสามารถทะลวงผ่านระดับเก้าของวิชาชำระล้างไขกระดูก ได้มาซึ่งการฝึกฝนที่เหนือกว่า ...”

เดิมทีผางวานอยากกล่าวว่า ความปรารถนาอันแรงกล้าของข้าคือการได้รับความรักชั่วกาลนานจากบรรดาชายหนุ่มรูปงาม ไม่ใช่กลายเป็นซือไท่[2]ดับแสง ทว่าท้ายที่สุด นางเพียงกล่าวถ้อยคำปฎิเสธ: “ข้าไม่ได้ถูกจอมอันธพาลผู้นั้นทิ้ง!”

พอพูดจบ นางซุกใบหน้าของตนเองลงกับหัวเข่า ตกอยู่ในอารมณ์เศร้าหมอง

หรงกูกูขบขันกับท่าทางสาวน้อยผู้เจ็บปวดในรักของนาง และหยิกใบหูเรียบเนียบของคนตรงหน้า: “ถ้าอย่างนั้นเซิ่งกูจะโศกเศร้าไปไย?”

ผางวานมิได้เอ่ยคำใด

ความจริงแล้ว นางเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมจึงต้องโศกเศร้าถึงเพียงนี้

เป็นเพราะหนานอี๋นำภรรยากลับมาโดยไม่ได้บอกกล่าว?

เป็นเพราะหกปีที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งของหัวใจนางเฝ้าปรารถนาหนานอี๋?

หรือเพราะนางพลันคิดได้ถึงสภาพความเป็นจริงอันโหดร้าย ว่าบางทีมันอาจมีโอกาสในล้านที่นางจะไม่ใช่นางเอก?

--- โดยสรุปแล้ว เวลานี้นางสับสนยิ่งนัก

ขณะที่นางกำลังคิดอย่างสับสนวุ่นวาย ทันใดนั้นมีเสียงรายงานจากสมาชิกพรรคดังมาจากหน้าประตู ท่านประมุขพรรคมาถึงแล้ว เวลานี้อยู่ที่เรือนรับรอง

ผางวานรีบกระโดดลงจากเตียง และวิ่งไปที่เรือนรับรองทันที

“วานวาน!” ท่านประมุขเห็นเงาร่างของนาง จึงได้กางแขนออกแต่ไกล

“ท่านอาจั่ว!” ผางวานกระโจนเข้าสู่อ้อมแขนของเขา ทั้งยังแสดงท่าทางกระเง้ากระงอดอย่างน่ามอง

ประมุขพรรคไป๋เยว่แซ่จั่ว นามหวายอัน ตามที่เขาแนะนำตัวเอง เขาเป็นพี่น้องร่วมสาบานกับมารดาของวานวาน ด้วยเหตุนี้จึงไม่ยอมให้วานวานเรียกเขาว่าท่านประมุข แต่ให้เรียก “ท่านอาจั่ว” แทน

“วานวานเติบใหญ่แล้ว แถมยังน่ารักกว่าเดิมอีกต่างหาก” ท่านประมุขลูบผมนางอย่างรักใคร่ ประหนึ่งบิดาผู้ให้กำเนิดที่ไม่ได้เจอหน้านางเสียนาน “ระยะนี้เจ้าฝึกวรยุทธ์เป็นอย่างไร? ได้สังหารความบริสุทธิ์แล้วหรือยัง?”

สังหารความบริสุทธิ์ หมายความถึง การลงมือฆ่าครั้งแรก

“ยะ ยัง” เมื่อวานวานได้ยินประโยคสุดท้าย ยังผลให้นางรู้สึกหนาวสั่น และหดศีรษะกลับมาจากเงื้อมมืออันชั่วร้ายของท่านประมุข

“วานวาน เจ้าทำอย่างนี้ไม่ถูกต้อง” สีหน้าของท่านประมุขเผยให้เห็นอาการเป็นทุกข์เล็กน้อย “คนของพรรคไป๋เยว่ต้องสังหารความบริสุทธิ์ก่อนอายุครบสิบหกปี จากนั้นก็แขวนศีรษะของคนผู้นั้นไว้ที่หน้าประตูสามวันเพื่อเป็นหลักฐาน มันเป็นการบ่งบอกถึงอายุที่เติบใหญ่ของพวกเขา --- วานวาน อีกไม่นานเจ้าก็ใกล้ครบสิบหกปี สิ่งนี้มิอาจยืดออกไป!”

ผางวานเพียงพยักหน้าโดยปราศจากคำพูดใด ภายในใจของนางรู้สึกเหมือนมีสายน้ำแห่งความตรอมตรมกำลังไหลทะลักออกมา ฮือฮือ --- ข้ากระทำบาปอันใดกัน? เหตุใดจึงต้องตกอยู่ในสภาพแวดล้อมวิปริตเยี่ยงนี้ รอให้ข้าบรรลุภารกิจของชาตินี้เสียก่อน ข้าต้องกลับไปติดสินบนเทพมารดรผู้สร้างโลก ...

จวบจนกระทั่งบัดนี้ นางยังเชื่อว่าตัวเองอยู่ในดินแดนแมรี่ซู

“ฮ่า ฮ่า ไม่เร่ง ไม่เร่ง!” ท่านประมุขส่งเสียงหัวเราะอย่างเบิกบาน “วานวานคงต้องคิดหนัก ว่าจะสังหารผู้มีชื่อเสียงยิ่งใหญ่คนไหนดี? อาเชื่อใจ วานวานต้องไม่ทำให้ทุกคนในพรรคผิดหวังแน่!”

ในใจของผางวานร้องทุกข์มิรู้วาย[3] กระนั้นใบหน้าของนางได้แต่เค้นรอยยิ้มออกมาแบบฝืดเคือง

“มา! ยังไม่รีบแสดงความเคารพต่อเซิ่งกูพรรคไป๋เยว่อีก วานวานคือสมาชิกในครอบครัวของพวกเรา!” ท่านประมุขพลันหันไปตะโกนออกคำสั่งเสียงดัง

จังหวะที่ยังงุนงงอยู่นั่นเอง หญิงสาวผู้หนึ่งก้าวออกมาจากด้านหลังท่านประมุข นางก้มศีรษะ และค่อยๆ เดินมาหาผางวานด้วยก้าวเล็กๆ

“ผู้น้อยเหมยอู่ คำนับเซิ่งกู”

หญิงสาวผู้นั้นคำนับผางวานด้วยท่าว่านฝูหลี่[4] จากนั้นเงยหน้าที่เต็มไปด้วยรัศมีเปล่งปลั่งมาทางนาง

ด้วยการมองเพียงแวบเดียว แค่แวบเดียวเท่านั้น บางทีการจะเอาชนะศัตรูของท่าน มันต้องการแค่การมองเพียงครั้งเดียวเท่านั้น

บนโลกใบนี้ นี่คือหญิงสาวประเภทที่สามารถทำให้ท่านรู้สึกอับอายกับความอัปลักษณ์ของตนเอง[5]หลังจากมองเห็นพวกนาง หญิงสาวประเภทนี้คือคนงาม ถึงขนาดที่ว่าพวกนางสามารถหยุดกระแสนิยมของสังคมโดยสิ้นเชิง --- พวกนางสวยเกินไป ดีเลิศเกินไป กระทั่งไม่มีผู้ใดหาญกล้าสวมใส่เสื้อผ้าที่คล้ายคลึงกับพวกนาง ไม่กล้าทำผมทรงเดียวกัน หรือแม้แต่ใส่เสื้อผ้าสีเดียวกัน บรรดาหญิงสาวล้วนพ่ายแพ้ให้กับข้อเท็จจริงที่ว่า หญิงสาวประเภทนี้เสมือนดั่งก้อนเมฆบนท้องนภา ส่วนที่เหลือก็เป็นได้แค่โคลนบนพื้นดิน

ผางวานมองปราดเดียวไปยังเหมยอู่ นางรับรู้ได้ทันทีว่าตนเองพ่ายแพ้เสียแล้ว แพ้อย่างหมดรูป และยอมจำนนเป็นพิเศษ

ความแตกต่างระหว่างเทพธิดากับมนุษย์เดินดิน มนุษย์ย่อมรู้ดีแก่ใจ

"แม่นางเหมยอู่พิธีรีตองเกินไปแล้ว"

ผางวานรู้สึกหน้าม่อยคอตก[6]ยิ่งกว่าเดิม

นางรู้ว่าตนเองสมควรกล่าวคำพูดตามมารยาทมากกว่านี้ เพื่อชื่นชมกิริยาท่าทางอันงดงามของเหมยอู่ แต่ทว่า บัดนี้หัวใจและจิตใจของนางกำลังย่ำแย่ จนไม่อาจฝืนตัวเองให้กล่าวสิ่งใดออกมา

--- นางเริ่มครุ่นคิด หรือบางทีข้าอาจเป็นเพียงนางรอง และแม่นางเหมยอู่ผู้นี้คือนางเอกที่แท้จริง? ดูสิว่านางงดงามและบริสุทธิ์ประดุจเทพธิดาเพียงใด กระทั่งชื่อยังสละสลวยเป็นพิเศษ ไม่เหมือนของนาง ช่างสามัญและจืดชืดยิ่งนัก อ้วนและโค้ง?

ยามเห็นวานวานคล้ายได้รับการโจมตีอย่างหนักหน่วง บรรดาสมาชิกพรรคที่เบื่อแทบตายเริ่มสบตากัน แล้วกระซิบกระซาบระหว่างกันเอง

--- เหมือนว่าเซิ่งกูจะชอบนายน้อยจริงๆ เสียด้วย!

--- นี่ ทั้งสองเติบโตมาพร้อมกันตั้งแต่เด็ก ใครจะคาดคิดว่าหลังจากนายน้อยลงจากภูเขา เขาจะกลับมาพร้อมคนรัก หากข้าเป็นเซิ่งกู ปานนี้คงร้องไห้ตายไปแล้ว

--- ประเด็นสำคัญคือคู่แข่งสวยเกินไป แม้ว่านางต้องการโต้กลับก็เกรงว่าคงเป็นไปได้ยาก ...

--- เจ้าหมายความว่าอย่างไรที่บอกว่าเป็นไปได้ยาก! ข้าคิดว่าเซิ่งกูควรปะทะตรงๆ ไปเลย ทำลายใบหน้าของหญิงชู้นั่นซะ!

ชัดเจนว่าคำแนะนำข้อสุดท้ายถูกกล่าวออกมาโดยหญิงสาวสมาชิกพรรคที่มีใจต่อหนานอี๋ ทว่าทุกสิ่งทุกอย่างกลับแตกสลาย

ผางวานรับเอาถ้อยความทั้งหมดเข้าไปในหู ภายในใจเต็มไปด้วยเสียงโหวกเหวกอันวุ่นวายสับสน ส่วนหัวใจยิ่งกว่าเจ็บช้ำ

ขณะที่นางกำลังรู้สึกเศร้าหมอง มือของนางถูกคว้าไปกุมไว้อย่างกะทันหัน

"วานวาน!" ท่านประมุขกุมมือทั้งสองข้างของนาง ใบหน้าแลดูจริงจังเป็นอย่างยิ่ง "หนานอี๋ เจ้าเด็กนั่นไม่รู้ว่าสิ่งใดดีกว่า สามวันก่อนวิ่งกลับมาอย่างปัจจุบันทันด่วน และกล่าวว่าต้องการแต่งงานกับหญิงผู้นี้" เขาจงใจหยุดไปหนึ่งจังหวะ ดวงตาแหลมคมจ้องไปยังเหมยอู่ที่อยู่ข้างกายเขา

ร่างของเหมยอู่พลันสั่นสะท้านคล้ายหวาดกลัวเป็นอันมาก ทว่านางรีบทรงตัวและยืนหลังตรงโดยเร็ว

ช่างมีความกล้าเสียจริง ผางวานประเมินในใจ

"วานวาน แม้ว่าห้าปีก่อน อาได้เอ่ยปากกับหนานอี๋ ตราบเท่าที่เขาตั้งใจฝึกวรยุทธ์เป็นอย่างดี ส่งเสริมให้พรรคไป๋เยว่เจริญรุ่งเรือง ข้าจะไม่ยื่นมือเข้าไปแทรกเรื่องส่วนตัวของเขาโดยเด็ดขาด แม้ว่าเขาอยากเป็นขันทีก็ตามที ทว่าหนนี้ ..."

ท่านประมุขมองไปที่วานวาน นัยน์ตาเริ่มมีหมอกจางๆ และแดงขึ้นทีละน้อย

"ตราบที่วานวานเอ่ยปากไม่ให้เขาแต่งงาน ข้าจะไม่อนุญาตให้ไอ้ลูกนอกคอกรับหญิงสาวคนอื่นเข้ามาในตระกูลโดยเด็ดขาด!"

ด้วยคำพูดประโยคเดียว ทั่วทั้งหุบเขาตกอยู่ในความเงียบกริบ

"ตราบที่วานวานเอ่ยปากไม่ให้เขาแต่งงาน!"

"ตราบที่วานวานเอ่ยปากไม่ให้เขาแต่งงาน!"

ชั่วขณะนั้น ข้ามผ่านภูเขาและพื้นที่ราบ ทั้งหมดทั้งมวลที่ได้ยินคือเสียงคำรามสะท้อนก้องของท่านประมุข

ผางวานรู้สึกว่าในหัวว่างเปล่าครู่หนึ่ง

นางมองเห็นใบหน้าที่อยู่ในห้วงรำพึงของหรงกูกู

ทั้งยังได้รับสัญญาณคลื่นไฟฟ้าแห่งความหวังจากบรรดาสมาชิกหญิงมากมายของพรรค

จากนั้น นางเห็นเหมยอู่ค่อยๆ ก้มหน้าอยู่ตรงหัวมุม นางกำลังกัดริมฝีปากอันซีดขาวของตนเอง หยดน้ำตากระจ่างใสเปล่งประกายบนพวงแก้มของนาง

เฮ้อ~ นางแอบทอดถอนใจ

"ท่านอาจั่ว"

มองไปที่จั่วหวายอัน ผู้ซึ่งใบหน้าเต็มไปด้วยความจริงจังสุดขีด ผางวานจับแขนเขาอย่างสนิทสนม พร้อมกับขยิบตาหยอกเย้า

"พี่ชายหนายอี๋ใช้ชีวิตมาสิบแปดปี หาได้ยากนักที่เขาจะชอบหญิงสาว หากคราวนี้พวกเราไม่ยอมตามเขา ใครจะรู้ จอมมารผู้นั้นจะทำให้โลกพลิกคว่ำหรือไม่?"

นางไม่รอคำตอบของจั่วหวายอัน และรีบหันไปหาเหมยอู่ พร้อมกับเรียกขานอย่างร่าเริง "พี่สะใภ้"

การพูดของนางช่างเหลือเกินจริงๆ ทว่ามันกลับสะเทือนอารมณ์ยิ่งนัก กระทั่งสามารถละลายน้ำแข็ง

เฮ้อ เฮ้อ~ เสียงฝูงชนมากมายถอนหายใจด้วยความผิดหวัง โกรธเคืองและเศร้าเสียใจ

เหมยอู่ตัวแข็งทื่อ ดวงตายังคงมีร่อยรอยของหยาดน้ำตา ราวกับนางไม่อยากจะเชื่อหูตนเอง

ท่านประมุขก็ค่อนข้างตกตะลึง

อาจเป็นเพราะเหตุการณ์ที่กำลังดำเนินอยู่ในขณะนี้แตกต่างจากที่เขาคาดการณ์ไว้

มีเพียงหรงกูกู หรงกูกูที่เข้าอกเข้าใจผู้อื่น นางเดินเข้ามาและตบไหล่ผางวานเบาๆ

“ทอดทิ้งข้าเมื่อวันวาน มิอาจหวนกลับคืนมา”

หรงกูกูเอ่ยวาจาแผ่วเบาข้างหูผางวาน นางขยิบตาและยิ้มอย่างมีความนัย

___________

[1] เอื้อมมือและคว้ามัน 手到拈来 เป็นการเปรียบเปรยว่าสามารถทำได้อย่างง่ายดาย
[2] ซือไท่ 师太 หมายถึง แม่ชี
[3] ร้องทุกข์มิรู้วาย 叫苦不迭 เปรียบเสมือนเสียงร้องของความคับข้องใจที่พร่ำบ่นอย่างต่อเนื่อง
[4] ว่านฝูหลี่ 万福礼 ป็นการทักทายของหญิงสาว โดยใช้มือทั้งสองข้างวางซ้อนกันที่ด้านขวาแล้วย่อตัวลง เป็นท่าสัญลักษณ์ที่อวยพรให้มีความสุขและโชคดี
[5] รู้สึกอับอายกับความอัปลักษณ์ของตนเอง 自惭形秽 เป็นสำนวนจีนหมายถึง ทำให้รู้สึกด้อยกว่า
[6] หน้าม่อยคอตก 垂头丧气 หมายถึง หมดอาลัยตายอยาก



ความคิดเห็น