บทที่ ๙: กุนซือไป่เสี่ยวเซิง


หลังจากลงแส้ม้าเร็ว[1]เป็นเวลานานกว่าสิบวัน ในที่สุดผางวานและม้าของนางก็มาถึงเมืองหลวง


ตลอดทางที่ผ่านมา นางสำรวจซ้ายขวาอย่างระมัดระวัง เพื่อให้แน่ใจว่าหวังกังตัวปลอมไม่ได้ไล่ตามนางมา – คนผู้นั้นทั่วทั้งร่างเต็มไปด้วยรัศมีชั่วร้าย น่าสยดสยองยิ่งกว่าพญายม ใบหน้านั่นที่ผิวหนังลอกออก มันทำให้นางฝันร้ายติดกันตั้งหลายวัน


ส่วนที่ว่าใบหน้าแท้จริงของเขาเป็นอย่างไร? ไอ๊หยา นั่นมันน่ากลัวเกินไป นางเลยจำไม่ได้ ...


เมืองหลวงคือที่ซึ่งกู้ซีจูและเทพธิดาซางฉานอาศัยอยู่ ดังนั้นผางวานจึงคาดหวังกับสถานที่แห่งนี้มาก


นางไม่ใช่เด็กสาวที่ฝันหวานถึงการมีอารมณ์รักพัวพันกับผู้นำยุทธภพอีกต่อไป แต่กลายเป็นคนที่มีความฝันเทิดทูนบูชาแบบอย่างของตนเอง หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้เห็นความงามของซางฉานแม้เพียงแวบเดียว


อย่างไรก็ตาม นางเตร็ดเตร่ทั่วเมืองหลวงถึงสามวัน ก็ยังไม่ได้เรื่องได้ราวอะไรสักอย่าง วันนี้นางได้ยินมาว่าเทพธิดาซางฉานจะเป็นเจ้าภาพจัดงานเลี้ยงที่หอชางไห่[2] เพื่อเชื้อเชิญยอดฝีมือสิบอันดับแรกซึ่งอยู่ในรายนามวีรบุรุษ นางจึงบังเกิดความคิดบางอย่าง


แน่นอนว่าการเพิ่มรายนามวีรบุรุษ เป็นสิ่งที่นางไม่สามารถกระทำได้ แต่การเป็นสาวใช้ในหอชางไห่ อย่างน้อยนางก็พอแสดงบทบาทได้อยู่ ใช่ไหม?


ดังนั้นนางจึงหาข้ออ้าง และติดสินบนบางคนด้วยเงิน ปลอมแปลงตนเองแล้วเข้าไปในหอชางไห่เงียบๆ ถึงอย่างไรเงินทองก็สามารถจ้างผีให้โม้แป้งได้[3]


ด้วยเหตุนี้ ในวัน 15 ค่ำซึ่งดวงจันทร์ส่องสว่างแขวนอยู่บนท้องฟ้า ยอดฝีมือที่มารวมตัวกันเดินตามสาวใช้รูปร่างสะโอดสะองและอ่อนช้อยผู้มีหน้าที่นำทาง และก้าวเข้าไปในห้องหรูหราใหญ่โตที่สุดในตึกชางไห่


หญิงงามสองคนที่อยู่ในห้องแย้มยิ้ม ขณะประสานมือทำความเคารพบรรดาวีรบุรุษ “เทพธิดาติดธุระบางอย่างโดยกะทันหัน นางจะออกมาในอีกสักครู่ เชิญทุกท่านดื่มและพักผ่อนตามสบาย”


เหล่าวีรบุรุษมิได้เอ่ยคำใด ยังผลให้สาวใช้ที่นำทางพวกเขา บนใบหน้าของนางปรากฏความผิดหวัง


หลังจากดื่มกินสักพักหนึ่ง บรรยากาศภายในห้องเริ่มมีชีวิตชีวา ขณะที่เหล่ายอดฝีมือพูดคุยและหัวเราะระหว่างกัน รวมถึงเปิดหัวข้อทีละน้อย


ชายหนุ่มผู้มีใบหน้าสีน้ำตาลแดงกล่าว: “ไม่รู้ว่าปีนี้เจ้าตำหนักเอกาจะมาร่วมงานชุมนุมยุทธภพหรือไม่? ข้าอยากประลองกับเขาให้สะใจสักที”


ชายอีกผู้หนึ่งในชุดสีน้ำเงินเขียวส่ายหน้า: “จะเป็นไปได้อย่างไร? หากเจ้าตำหนักก้าวเท้าข้างหนึ่งผ่านประตูงานชุมนุม เช่นนี้จะไม่แสดงให้เห็นว่าเขาสนับสนุนพรรคฝ่ายธรรมะหรอกหรือ? เขาไม่เคยทำเรื่องที่ไม่ให้ผลกำไรแบบนี้”


คนอื่นพยักหน้าเห็นด้วย: “ไม่ต้องสงสัยเลย ตำหนักเอกาขึ้นชื่อเรื่องรู้รักษาตัวรอดเป็นยอดดี ย่อมไม่รีบร้อนแตกหักกับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง”


“ช่างน่าเสียดายวรยุทธ์อันยอดเยี่ยมของเขา!” ชายที่มีใบหน้าสีน้ำตาลแดงถอนหายใจ “ไม่สามารถใช้เพื่อพรรคฝ่ายธรรมะของพวกเรา น่าเสียดายจริงๆ!” พอพูดประโยคนี้จบ เขาดื่มสุราเข้าไปเต็มคำด้วยอาการที่ดูแล้วไม่มีความสุข


ชายในชุดสีน้ำเงินเขียวสะบัดพัดของตนเองและหัวเราะเสียงดัง: “พี่รองสวี่ หรือว่าท่านแอบรักเจ้าตำหนักเอกา?”


พอได้ยินสิ่งนี้ ทุกคนต่างพากันระเบิดเสียงหัวเราะ


พี่รองสวี่มองชายในชุดสีน้ำเงินเขียวอย่างดุร้าย และประกาศอย่างโกรธเคือง: “ข้าชื่นชมความสามารถของเขา! และเสียดายแทนท่านผู้นำ! หากพวกเรามีตำหนักเอกาอยู่ฝ่ายเดียวกัน แล้วพรรคขี้ปะติ๋วอย่างพรรคไป๋เยว่ จะมีค่าพอให้พวกเราพูดถึงอย่างนั้นรึ?”


หลังจากได้ยินเขาเอ่ยถึงพรรคไป๋เยว่ สีหน้าของทุกคนดิ่งลง เสียงหัวเราะค่อยๆ เลือนหาย


ผางวานแอบยืนอยู่หลังม่าน ส่วนในใจก็พึมพำกับตัวเอง: ไม่รู้ว่าท่านลุงประมุขพรรคทำเรื่องโหดร้ายนองเลือดอะไร จึงทำให้ทุกคนมีสีหน้าเช่นนี้หลังจากได้ยินชื่อพรรคไป๋เยว่?


ทุกคนต่างพากันนิ่งเงียบครู่หนึ่ง แล้วจู่ๆ ก็ได้ยินคนผู้หนึ่งกล่าววาจา: “เวลานี้ศักยภาพของพรรคมารแข็งกล้าขึ้นทุกที ข้าได้ยินมาว่านายน้อยพรรคไป๋เยว่มีวรยุทธ์สูงส่ง แถมกลอุบายก็ชั่วช้า คนผู้นี้ถึงกับท้าทายเงาหัวของสำนักชื่อดัง สองปีมานี้ มีถึงห้าศีรษะที่ต้องตายด้วยน้ำมือเขา ครึ่งปีก่อน เขายังทำให้ปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งยุทธภพ เจ้าสำนักคุนหลุนบาดเจ็บสาหัส – ช่างอุกอาจยิ่งนัก!”


อีกคนเอ่ย: “ไม่เพียงเท่านั้น! กล่าวกันว่าพรรคมารยังมีอัจฉริยบุคคลแห่งศตวรรษ ผู้ที่เวลานี้ดำรงตำแหน่งเซิ่งกู นางมารผู้นั้นกระหายเลือดเป็นอย่างยิ่ง นางเริ่มฝึกวรยุทธ์ตั้งแต่อายุหกขวบ พออายุแปดขวบก็เริ่มลงมือสังหาร อายุเก้าขวบถลกหนังเสือตัวแรก ก่อนที่นางจะอายุครบสิบหก ก็ตัดหัวคนมาแล้วไม่น้อยกว่าร้อยหัว จั่วหวายอันมีผู้สืบทอดปีศาจคู่นี้ก็เหมือนพยัคฆ์ติดปีก


ตอนผางวานได้ยินครึ่งแรก นางคิดในใจว่าพี่ชายหนานอี๋ดุเดือดจริงๆ แต่แล้วพอนางได้ยินครึ่งหลัง มันทำให้นางพูดไม่ออกกับเรื่องเล่าที่ไม่คุ้นเคยของตนเอง


คนที่เหลือต่างพากันนำความโกรธแค้นของตนเองที่มีต่อพรรคไป๋เยว่ และร่วมกันพูดคุยจ๊อกแจ๊ก หลังจากได้ฟังเรื่องราวนองเลือดทั้งปวงของพรรคมาร มันทำให้ผางวานเกือบเป็นลม


ขณะที่นางกำลังปวดหัวอยู่นั่นเอง นางพลันได้ยินบางคนประกาศจากนอกประตู: “ท่านผู้นำมาถึงแล้ว!”


เสมือนถังน้ำเย็นราดลงมาที่ศีรษะของนาง ผางวานตื่นจากภวังค์ทันทีทันใด – ดีจริง เทพธิดาซางฉานไม่อยู่ตรงนี้ แต่อีกคนดันมา! ในตอนที่นางกำลังเงยหน้าเพื่อมองว่าเกิดอะไรขึ้น นางกลับถูกสาวงามสองคนผลักออกไป “เอาล่ะ เจ้าไม่จำเป็นสำหรับที่นี่อีกแล้ว”


ยังไม่ทันที่ผางวานจะได้ดิ้นรนขัดขืน ประตูก็ปิดลงเสียแล้ว นางเห็นแต่เพียงชายเสื้อสีขาวปลิวผ่านเข้าไปในประตู ผางวานคอตก


***

ดวงจันทร์ลอยเด่นอยู่บนจุดสูงสุดของท้องฟ้า เหล่าวีรบุรุษอยู่ในห้องเกือบสองชั่วยาม


ผางวานก็ยังรออยู่ด้านนอกถึงสองชั่วยามเต็ม ทั้งเหนื่อยทั้งหิว


นับตั้งแต่กู้ซีจูมา ภายในห้องไม่มีเสียงเซ็งแซ่แม้เพียงเสี้ยวพริบตา ทุกอย่างเงียบกริบ ดังนั้นนางจึงไม่ได้ยินเสียงใด ไม่อาจรู้ได้ว่าเทพธิดาซางฉานมาแล้วหรือไม่


ยิ่งนางนางคิดมากเท่าไหร่ นางก็ยิ่งรู้สึกไม่พอใจมากขึ้นเท่านั้น ลงท้ายนางแอบไปตามริมทางเดินจนได้ ด้วยใช้ท่า ‘แมลงปอสัมผัสผิวน้ำ’ นางร่อนลงบนหลังคาโดยปราศจากเสียง


ผ่านช่องของกระเบื้อง ในที่สุดนางก็เห็นรูปลักษณ์ของกู้ซีจู – เหมือนกับที่นางวาดภาพเอาไว้ ชุดสีขาวปลิวสะบัดไม่แปดเปื้อนฝุ่นละออง มองดูแล้วเป็นผู้สันโดษจริงๆ บัดนี้ เขาถูกห้อมล้อมโดยบรรดาวีรบุรุษและยอดฝีมือ รับฟังถ้อยคำของพวกเขาด้วยรอยยิ้ม เปรียบเสมือนดวงจันทร์ที่ได้รับความจงรักภักดีจากดาวนับพัน หรือดุจดั่งจุดแดงภายในสีเขียวนับหมื่น


ผางวานเพ่งมองฉากที่เขาพูดคุยอย่างสนุกสนาน และยังรอยยิ้มหล่อเหลาของเขา ทันใดนั้นหัวใจของนางรู้สึกขมปร่า – กู้หลาง ท่านรู้หรือไม่? นักเขียนควรจับคู่ท่านกับตัวข้า! น่าเสียดาย ข้าเกิดช้าไปหลายปี จึงยังไม่ได้ฝึกเวทมนตร์ขั้นสุดยอดของนางเอก ไม่รู้ว่าหลังจากที่ข้าฝึกและย้อนกลับมาในอีกห้าปี ข้าจะยังสามารถหาสามีที่หล่อเหลาเช่นท่านได้อีกไหม?


“เขาทอดทิ้งเจ้าหรือ?” เสียงหนึ่งดังที่ข้างหูนางอย่างกะทันหัน


ผางวานตื่นตกใจและรีบหันกลับ นางไม่ทันรู้ตัวด้วยซ้ำ ว่าชายหนุ่มผู้นี้มาอยู่ด้านหลังนางตั้งแต่เมื่อไหร่ ทั่วทั้งร่างของเขาเป็นสีม่วงภายใต้แสงจันทร์


“ทำไมท่านถึงคิดเช่นนั้น?” คนผู้นั้นคาดเดาความคิดของผางวานได้ถูกต้อง ดังนั้นนางจึงอดไม่ได้ที่จะหน้าแดง


“หน้าตาของเจ้ายามมองเขา ดูแล้วเศร้าโศกจนถึงจุดที่เกือบร้องไห้ออกมา” ชายชุดม่วงเอนมาทางนาง และใช้คางของเขาชี้ไปที่กู้ซีจู “หญิงสาวจะแสดงสีหน้าเช่นนี้ ยามพวกนางถูกชายหนุ่มทอดทิ้ง”


“เจ้าสิถูกทอดทิ้ง!” ผางวานตระหนักว่าดวงตาของตนเองส่องประกายวาบไปด้วยน้ำตา จึงอดไม่ได้ที่จะพาลโกรธ และคิดแยกเขี้ยวกวัดแกว่งกรงเล็บ “ไม่ใช่เรื่องของเจ้า!”


ชายชุดม่วงคว้ามือของนางที่ยกขึ้นสูง พร้อมทั้งแย้มยิ้ม “ข้าคือคนที่ทำงานอยู่ข้างกายเขา เจ้าตัดสินใจดูว่านี่ใช่เรื่องของข้าหรือไม่?”


ผางวานตะลึงงันชั่วขณะ นางไม่คาดคิดว่าชายชุดม่วงผู้นี้จะเป็นคนที่อยู่ข้างกายกู้ซีจู


ในตอนที่นางกำลังจะเอ่ยอะไรบางอย่าง ผู้คนที่อยู่ด้านล่างต่างพากันเงยหน้าขึ้นมาตามเสียงของพวกเขา ชายชุดม่วงฉวยโอกาสตัดสินใจดำเนินการอย่างฉับพลัน เขาเปล่งเสียงคำว่า ‘ดื่ม’ จากนั้นคว้ามือผางวานและร่อนไปยังพื้นด้านล่าง


วิชาตัวเบาของเขายอดเยี่ยมมาก ด้วยการกระโดดแค่สามครั้ง เขาก็สามารถไปถึงระยะทางที่ปกติผางวานต้องกระโดดถึงหกครั้ง ผางวานจ้องไปยังเสี้ยวหน้าหล่อเหลาของเขาในกระแสลมยามค่ำคืน และนึกได้ทันที – “เจ้าคือไป่เสี่ยวเซิง?”


ไป่เสี่ยวเซิงแห่งยุทธภพ กุนซือของกู้ซีจู เขาไม่เก่งด้านหมัดมวย ทว่าวิชาตัวเบากลับเป็นเลิศ


ชายชุดม่วงชะงักครู่หนึ่งและมองมาที่นาง ประกายแสงนับพันวูบผ่านดวงตาเขา แต่แล้วท้ายที่สุดเขากลับทำเพียงยกริมฝีปาก และยิ้มอย่างอ่อนโยน


ยอมรับโดยดุษณี


หลังจากนั้นอีกหลายปีต่อมา (ท่านไม่ต้องกังวล ตราบเท่าที่ประโยคนี้โผล่ขึ้นมา ท่านรู้ได้เลยว่านางเอกจะยังไม่ตายแน่นอน) ทุกครั้งยามผางวานนึกถึงช่วงเวลานี้ นางจะทอดถอนใจอย่างสะเทือนอารมณ์ --- สองมือที่กอบกุมกันแน่น เสื้อคลุมที่ปลิวสะบัดในสายลมยามราตรี และรอยยิ้มของชายผู้นั้นที่อ่อนโยนดั่งแสงจันทร์ ทั้งหมดทั้งมวลเหล่านี้คล้ายกับความฝันมาตรฐานตามรูปแบบแมรี่ซู คะแนนเต็ม บวกรางวัลพิเศษ!


ผางวานและไป่เสี่ยวเซิงกลายเป็นเพื่อนกัน


ดังคำกล่าวที่ว่า: อยู่บ้านพึ่งครอบครัว ออกนอกบ้านพึ่งพามิตรสหาย การเป็นสหายกับไป่เสี่ยวเซิง เจ้าแห่งข้อมูล ย่อมทำให้ผางวานได้ประโยชน์มากกว่าเสียเปรียบแน่นอน นางไม่กล้าหลอกลวงไป่เสี่ยวเซิง โดยการพูดว่านางมีความสัมพันธ์กับกู้ซีจู นางแค่บอกเขาว่าตนเองชื่อวานวาน และมาจากเมืองเล็กๆ ทางตอนใต้ นางชื่นชอบท่านผู้นำยุทธภพมาหลายปี ด้วยเหตุนี้จึงไม่สามารถควบคุมอารมณ์ตัวเอง และไปแอบดูบนหลังคาวันนั้น


เพื่อพิสูจน์ว่านางมีความรู้สึกต่อกู้ซีจูจริงๆ นางถึงกับแสดงผลงานชิ้นยอด ‘มือใหญ่กอบกุมมือเล็ก เดินใต้ต้นท้อ’ ให้ไป่เสี่ยวเซิงดู


“เจ้าเห็นไหม? เห็นไหม?” นางชี้ไปที่ข้อความ พร้อมกับอ่านเสียงดัง “กู้! หลาง! และ! ข้า!”


ไป่เสี่ยวเซิงจ้องรูปภาพนั้นครู่หนึ่ง จากนั้นใช้นิ้วมือของตนเองสัมผัสน้ำหมึกและกลิ่นของมัน


“สิ่งนี้เหมือนเพิ่งเขียนเมื่อเดือนก่อน” เขาหันไปมองผางวาน ท่าทางแปลกใจ “มิใช่ว่ามันนานมาแล้วหรือ?”


ผางวานแสดงสีหน้า ‘แท้จริงแล้วเจ้าไม่เข้าใจหัวใจข้า’ ไปให้เขา ทั้งยังสลัดมือตนเอง “ข้าเขียนทุกเดือน อันก่อนๆ ข้าเก็บไว้ที่บ้าน”


ไป่เสี่ยวเซิงแค่ส่งเสียง “โอ้” แล้วมิได้เอ่ยอะไรอีก


ในฐานะกุนซือผู้ชาญฉลาด เขาเข้าอกเข้าใจผู้อื่นเป็นอย่างดี รู้ว่าอะไรที่ควรถามและอะไรไม่ควรถาม


ในอีกทางหนึ่ง ผางวานมักถามเขาเกี่ยวกับเทพธิดาซางฉาน อาทิเช่น “รูปโฉมที่แท้จริงของซางฉานเป็นอย่างไร?”


แม้แต่ผู้ที่เห็นและมีประสบการณ์มากอย่างไป่เสี่ยวเซิงยังชื่นชมพอสมควร: “ความงามของเทพธิดา ใต้ฟ้านี้ไม่มีใครเทียบ”


ผางวานห่อเหี่ยวสุดขีด ดังนั้นจึงเริ่มฝึก ‘ท่าซางฉาน’ หน้ากระจกอีกหน พยายามศึกษาตามรอยประโยคที่ว่า “เกิดแต่ตม แต่ไม่เปื้อนตม ถูกระลอกคลื่นชะล้าง ทว่ากลับไม่มัวเมาในโลกีย์”


นางเชื่อว่าทุ่มเททำงานหนัก ย่อมประสบผลสำเร็จ


ทว่านางไม่นึกไม่ฝันว่าผลสำเร็จจะมาถึงเร็วขนาดนี้


วันนี้ ผางวานกำลังรออาหารกลางวันอยู่ที่ภัตตาคาร นางพลันพบว่าขอบเขตของลายฉลุบนหน้าต่างที่แกะเป็นรูปทัศนียภาพในฤดูใบไม้ผลิอันงดงาม ถูกใครบางคนกีดขวางเป็นส่วนใหญ่ นางเงยหน้าและเห็นหนุ่มชุดเทายืนอยู่ตรงหน้านาง


“พี่ชาย ท่านต้องการอะไรอย่างนั้นหรือ?” นางเห็นท่าทางของคนผู้นี้คล้ายกำลังโมโหหน้าดำหน้าแดง ทั้งยังดูตื่นเต้นพิกล มันทำให้นางอดไม่ได้ที่จะรู้สึกประหลาดใจ


ชายหนุ่มผู้นั้นเหลือบดูนางอย่างตื่นกลัวครั้งหนึ่ง ก่อนจะรีบก้มหน้าโดยเร็ว ราวกับโดนไฟดูด


ผางวานงงงวย นางทำคอตั้งตรง เบิกตากว้าง และทำเสียง “เอ๊ะ” ใส่เขา


ใบหน้าของชายหนุ่มพลันแปรเปลี่ยนเป็นสีแดง และลามไปถึงปลายหู


“มะ แม่ นะ นาง งะ งาม มะ เหมือน นะ นาง ฟะ ฟ้า ขะ ข้า ตะ ตก ละ หลุม ระ รัก จะ เจ้า ตะ ตั้ง ตะ แต่ ระ แรก หะ เห็น ...” เขาตัวสั่นเทาไปหมด ขณะที่ประโยคตะกุกตะกักนี้ออกมาจากปากของเขา


เจ็ดวัน เขาเฝ้ามองหญิงสาวผู้นี้มาเป็นเวลาเจ็ดวันเต็ม ทุกเที่ยงวัน นางจะมานั่งที่เดิม เขาขายภาพวาดอยู่ด้านล่าง แค่เขาแหงนหน้า ก็สามารถมองเห็นนางยิ้มอย่างน่ารัก และได้ยินเสียงไพเราะของนาง --- “เสี่ยวเอ้อ ซวนล่าเฟิน[4]หนึ่งชาม!”


ใช้ชีวิตมานานถึง 22 ปี นี่เป็นครั้งแรกที่เขาพบเห็นหญิงสาวที่น่ารักขนาดนี้ ดังนั้น วันนี้เขาจึงรวบรวมความกล้าเพื่อสารภาพ แม้ว่าแม่นางผู้นี้จะเห็นเขาเป็นเติงถูจื่อ[5] และทุบตีเขา มันก็ไม่เป็นไร ...


แต่แล้วเขากลับได้ยินเสียง ‘ตุบ’ จากฝ่ายตรงข้าม เขาเงยหน้าและเห็นตะเกียบร่วงจากมือสุดที่รักของเขา


“เจ้าชอบข้า?” ผางวานมองไปยังชายหนุ่มชุดเทาด้วยความตะลึงพรึงเพริด


“ขะ ข้า ชะ ชื่น ชะ ชม จะ จริง ...” ชายหนุ่มชุดเทาไม่คาดคิดว่าสุดที่รักของเขาจะตรงไปตรงมาขนาดนี้ ภายใต้แรงกดดันของความอาย เขาเลือกคำพูดที่ทำให้ดีขึ้น


“เจ้าชอบข้า? เจ้าชอบข้า?” ผางวานตะลึงงันเป็นเวลานาน จากนั้นเอามือทั้งสองปิดหน้าตัวเอง “เจ้าชอบข้า?”


นานขนาดไหน? นานขนาดไหนแล้วที่ไม่ได้ยินคนบอกว่าชอบนาง? มายังสถานที่ลึกลับแห่งนี้ อดทนต่อการโจมตีทุกรูปแบบ นางเกือบลืมพลังเรียกลมเรียกฝน และวีรบุรุษประวัติศาสตร์ของดินแดนแมรี่ซูในช่วงเวลานั้น


“แม่นางคิดว่าข้าไม่คู่ควรกับเจ้าหรือ?” ชายหนุ่มชุดเทาไม่คาดคิดว่านางจะโมโหถึงขั้นมีน้ำตาแวววาวอยู่ในดวงตาของนาง ในใจเขาร้องตะโกน “ไม่ได้การแล้ว” เขาตำหนิตัวเองที่ล่วงเกินสาวงาม


ผางวานเอามือลง เผยให้เห็นใบหน้าเล็กที่แปรเปลี่ยนเป็นสีแดงอันเนื่องมาจากปลื้มใจเต็มพิกัด


“ไม่” นางเอ่ยวาจาอ่อนโยนต่อเขา “ข้าซาบซึ้งใจเจ้ามาก”


ซาบซึ้งใจต่อหนุ่มหยาบคายผู้นี้ เขามอบความมั่นใจและพลัง เพื่อให้นางสามารถดำเนินชีวิตต่อไปบนโลกใบนี้


“หากแม่นางเต็มใจ ...” ชายหนุ่มชุดเทาดีใจเหลือล้น


ทว่าผางวานกลับส่ายหน้าช้าๆ สีหน้าเด็ดเดี่ยว: “ขอโทษด้วย ข้ายอมรับหลางจวิน[6]มาก่อนแล้ว เกรงว่าคงทำให้เจ้าผิดหวัง”


ลึกๆ ในหัวใจ นางได้จัดเตรียมให้ตนเองแต่งงานกับบรรดาชายหนุ่มรูปงามระดับสุดยอดที่ไม่รู้จักกันไปแล้ว


ชายชุดเทาแข้งขาอ่อนปวกเปียก มิอาจทนต่อการโจมตีหนักหน่วงขนาดนี้ และล้มลงบนพื้น


ฉากนี้ทำให้ความภูมิใจของผางวานพึงใจยิ่งนัก ดังนั้นนางจึงหยิบดอกกล้วยไม้เงินเล็กจิ๋วจากในแขนเสื้อตนเอง และด้วยการเคลื่อนไหวอันนุ่มนวลและแผ่วเบา นางวางมันไว้ในมือชายหนุ่ม


“เดิมทีการรักใครสักคนมิใช่เรื่องผิด แต่มันช่วยไม่ได้ที่คนอย่างข้า มักทำให้เจ้าผิดซ้ำแล้วซ้ำอีกอย่างง่ายดาย เฮ้อ”


นางพูดบทแมรี่ซูที่ไม่ได้ใช้เสียนานแบบรวดเดียวจบ จากนั้นสะบัดแขนเสื้อ และเดินจากไปด้วยอากัปกิริยาอ่อนช้อย สะโอดสะอง และสง่างาม

_________
[1] ลงแส้ม้าเร็ว 快马加鞭 เป็นสำนวนจีนหมายถึง เดินหน้าอย่างรวดเร็วที่สุด
[2] ชางไห่ 沧海 แปลว่าทะเลสีคราม
[3] เงินทองสามารถจ้างผีให้โม้แป้งได้ 有钱能使鬼推磨 สำนวนจีน แปลว่า คนมีเงินสามารถใช้เงินจ้างให้ใครทำอะไรก็ได้
[4] ซวนล่าเฟิน 酸辣粉 เป็นชื่ออาหารพื้นเมืองฉงชิ่งซึ่งเป็นของทานเล่น
[5] เติงถูจื่อ 登徒子 เป็นชื่อคนในประวัติศาสตร์ที่ลุ่มหลงในตัณหา
[6] หลางจวิน 郎君เป็นคำที่ภรรยาใช้เรียกสามีของตน


ความคิดเห็น