บทที่ ๑๐: ขอความรัก: เซียมซีไม่ดีเอามากๆ


นี่เป็นครั้งแรกที่ผางวานรู้สึกว่า การเลียนแบบซางฉานสามารถนำโชคดอกท้อ[1]มาให้


ดังนั้นนางจึงเก็บเสื้อผ้าที่มีสีสันทั้งหมด และเหลือไว้เพียงชุดสีขาวเท่านั้น (แม้ว่าเวลาซักผ้าจะทุกข์ทรมานมากก็ตาม) ทั้งยังเอาบรรดาเครื่องประดับผมหลบไปให้พ้น เหลือไว้แต่โบสีอ่อนไม่กี่เส้นเท่านั้น (แม้ว่าเวลาลมพัดมันจะชอบปลิวเข้าปากนาง)


เมื่อเก็บของทั้งหมดเข้าที่แล้ว นางเหลือบไปเห็นชุดคลุมวิหคเพลิงสีแดงสดที่ท่านประมุขมอบให้แก่นาง สีแดงซึ่งฉาบไปด้วยความสว่างไสวล้ำเลิศอันนั้น ราวกับดอกกุหลาบเจิดจ้าคุณภาพชั้นหนึ่ง สวยสดงดงาม ซ้ำร้ายยังมีหนามแหลมคม


“ดอกบัวขาว ดอกบัวขาว ข้าต้องการเป็นดอกบัวขาว!” ผางวานกล่าวซ้ำๆ กับตัวเองในใจ อดทนต่อความเจ็บปวดขณะพับชุดคลุมวิหคเพลิง และวางมันไว้ในส่วนลึกของหีบ


นางหันไปมองหญิงสาวที่สวมใส่ชุดสีเรียบในกระจก ยังไม่อาจถือได้ว่าเป็นดอกบัว แต่อย่างน้อยก็ผ่านขึ้นมาเป็นต้นอ่อน!


นางจูงม้าเดินออกจากประตู เตรียมออกไปท่องเที่ยวตามชายป่าเขากับไป่เสี่ยวเซิง


โดยปกติแล้วไป่เสี่ยวเซิงยุ่งมาก และไม่ได้มาหานางบ่อยนัก การออกไปคราวนี้เพราะนางได้ยินมาว่า ใกล้กับบริเวณเมืองหลวงมีอารามพระโพธิสัตว์ ซึ่งคำทำนายเซียมซีแม่นมาก


หลังจากต่อแถวเป็นเวลานาน ในที่สุดก็ถึงตาของนาง ผางวานพนมมือเข้าหากัน และอธิษฐานในใจ: "ขอสวรรค์โปรดให้เซียมซีที่ดีกับข้าด้วยเถิด"


ใครจะไปคาดคิด พอนางเสี่ยมเซียมซีและไปค้นตัวเลข มันดันกลายเป็นเซียมซีไม่ดีมากๆ


เณรน้อยที่มอบใบเซียมซีให้แก่นาง เขามองแม่นางที่จู่ๆ ใบหน้าก็เปลี่ยนเป็นขาวซีด ยังผลให้ดวงตาของเขาแฝงไว้ด้วยความเวทนา


ผางวานมองกระดาษสีเหลืองตาปริบๆ สิ่งแรกที่กระทบสายตาคืออักษรใหญ่สี่ตัว -- "อย่าถามถึงบุพเพสันนิวาส"


อย่าถาม อย่าถาม อย่าถาม ...


ครืน! อึดใจนั้น ราวกับสมองของนางถูกโจมตี ความคิดมากมายที่เกิดขึ้น แต่แล้วกลับถูกชะลอ และตกลงอย่างรวดเร็ว


"เจ้าต้องการเอาเซียมซีไปตีความหรือไม่?" ไป่เสี่ยวเซิงโน้มกายเข้ามา


"ไม่ต้อง ไม่ต้อง" ผางวานพับกระดาษเซียมซี และยัดมันเข้าไปในแขนเสื้นตนเองด้วยอาการแตกตื่น "ข้าไม่ต้องการตีความ"


"ทำไมจึงไม่ตีความเล่า?" ไป่เสี่ยวเซิงเลิกคิ้วให้นาง "ข้าอธิษฐานบางอย่าง และกำลังจะเอาไปตีความ"


"เจ้าก็อธิษฐานเหมือนกัน?" ผางวานก้มหน้า และเห็นว่าในมือเขาถือกระดาษสีเหลืองอยู่จริงๆ มันปรากฏอักษรเที่ยงธรรมสองตัว "โชคอันยิ่งใหญ่"


"ถ้าอย่างนั้นเจ้าก็เอาไปตีความ ข้าจะรออยู่ตรงนี้" ผางวานอายเกินกว่าจะบอกเขาว่าเซียมซีของตนเองไม่ดีเอามากๆ และได้แต่ฝืนยิ้มออกมา "สิ่งที่ข้าต้องการถาม เซียมซีบอกว่า 'อย่าได้ถาม'"


ไป่เสี่ยวเซิงมองไปยังเซียมซีของตน และยิ้มอย่างไม่ใส่ใจนัก "เช่นนี้ข้าก็จะไม่นำไปตีความเหมือนกัน"


ผางวานเดินลงจากเขาพร้อมเรื่องหนักหน่วงใจ นางสับสนวุ่นวายเป็นอันมาก ในใจคิดแต่อยากรีบกลับบ้าน แล้วหาไฟมาเผาข้อความเซียมซีนี้ซะ ด้วยเกรงว่าตัวเองอาจโชคร้าย


"วันนี้แม่นางอธิษฐานสิ่งใดรึ หรือจะเป็นบุพเพสันนิวาส?" เมื่อมาถึงครึ่งทาง จู่ๆ ไป่เสี่ยวเซิงก็ถามขึ้นมาจากด้านหลัง


ผางวานเผยรอยยิ้มขื่นขม ส่วนสีหน้าก็เศร้าสร้อย "แต่พระโพธิสัตว์เพิ่งบอกข้าว่า อย่าได้ถาม"


"บางทีอาจยังไม่ใช่เวลาที่เหมาะสม?" ไป่เสี่ยวเซิงจูงม้าขณะเดินมาที่ข้างกายนาง และปลอมประโลมเบาๆ "แม่นางไม่ต้องเอามาใส่ใจให้มากเกินไป"


ผางวานคิดถึงความสำเร็จอันเกริกก้องของซางฉานที่สามารถดึงดูดพระเอกดีเลิศทั้งสามคน จากนั้นมองมาที่เงาโดดเดี่ยวของตนเอง พระเอกก็ไม่เหลียวแล แล้วถอดทอนใจอย่างห้ามไม่อยู่ "ข้าเกรงว่าคนที่ข้าชื่นชม จะไม่มีวันชอบข้าในชาตินี้"


ไป่เสี่ยวเซิงชะงัก จากนั้นจึงเอ่ยวาจา: "ทำไมแม่นางจึงชอบท่านผู้นำ?" น้ำเสียงของเขาไพเราะราวกับฤดูใบไม้ผลิอันอบอุ่น


คำถามง่ายดายเพียงแค่นี้ แต่กลับทำให้ผางวานนิ่งงัน


-- ทำไมนางถึงชอบกู้ซีจู? แล้วทำไมนางถึงเฝ้าปรารถนาจั่วหนานอี๋?


ในชาติที่แล้ว ณ ดินแดนแมรี่ซู นี่เป็นคำถามที่นางไม่จำเป็นต้องคิดแม้แต่น้อย พระเอกทุกประเภทมีคุณสมบัติ "รูปลักษณ์หล่อเหลาล้ำเลิศ" "มีเอกลักษณ์งามสง่าไม่เหมือนคนในยุค" "พรสวรรค์ที่น่าตะลึงกับงานเขียนอันงดงาม" มันเป็นฉลากหลากหลายที่ติดบอกไว้ว่า นอกจากข้า แล้วเจ้าจะรักใคร ทำให้นางไม่มีโอกาสใคร่ครวญถึงคำถามนี้ ปัจจัยเดียวที่นางต้องคิดคือ เลือกให้ถูกประเภท -- ประเภทที่มีเสน่ห์ชั่วร้าย? ประเภทภูมิฐานผู้ดีจัด? ประเภทปีศาจร้าย? ประเภทรักทรมานทรกรรม? ในฐานนะนางเอกแมรี่ซู นางไม่จำเป็นต้องคิดว่าทำไมนางถึงมีความรัก เพราะสุดท้ายมันก็คือรัก รักเต็มร้อย ก็ใครใช้ให้พระเอกหล่อขนาดนั้นกันเล่า?


นางอ้าปากค้างเป็นเวลานาน ไม่สามารถส่งเสียงสักพยางค์ สุดท้ายผางวานได้แต่พูดโพล่งแบบโกหกพกลม "ข้าชื่นชมความกล้าหาญ และความงามเฟื่องฟูของท่านผู้นำ"


ไป่เสี่ยวเซิงสะดุดเล็กน้อย


ด้วยถูกขัดจังหวะเช่นนี้ อารมณ์ของผางวานจึงปลอดโปร่งขึ้นอีกครั้ง นางเชื่อว่าพระเอกพวกนี้มักไปๆ มาๆ เหมือนกระแสน้ำที่ไม่รู้จบ ท่านผู้นำ เจ้าตำหนัก ท่านอ๋อง หรืออะไรก็แล้วแต่ ถึงแม้ว่าพวกเขาจะถูกซางฉานเอาไปหมด แต่มันยังมีพรสวรรค์ที่ยังไม่ได้ค้นพบ! อีกอย่าง ถึงแม้ว่ามันจะไม่มีผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปที่สมบูรณ์ ตัวนางก็ยังสามารถเพาะเลี้ยงสักคนขึ้นมาเองได้! ตัวอย่างเช่น ช่วยเหลือเด็กหนุ่มรูปงามที่กำลังประสบภัย ช่วยขอทานน้อยบนท้องถนน บังเอิญพบคุณชายที่เพิ่งมีรักแรกแย้ม ...


ขณะที่คิดไตร่ตรอง นางหันไปมองไป่เสี่ยวเซิง


ตามประสบการณ์ชีวิตมากมายของนาง ชายชุดม่วงที่อยู่ตรงหน้านางในขณะนี้ เขาถือได้ว่ามีเสน่ห์สง่างามเหนือคนจำนวนมาก ทว่าน่าเสียดาย เหมือนว่าฉลาก "หนุ่มรูปงาม" ไม่เหมาะกับเขา มองใกล้ๆ เขาก็ดูมีรสนิยมดี แต่เป็นจำพวกรสนิยมตกตะกอน อันเนื่องมาจากผ่านร้อนผ่านหนาวมานานหลายปี และไม่ใช่พระเอกแบบที่ได้รับความนิยมในดินแดนแมรี่ซู


"โตเต็มที่ ไม่เหมาะจะเพาะเลี้ยง" --- ผางวานแอบพูดกับตัวเองในใจหลังจากประเมิน


แต่แล้วอารมณ์ของไป่เสี่ยวเซิงกลับเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึม พลางกล่าวกับนาง: "ไม่ถูกต้อง"


อ้า? ผางวานขนลุก และคิดกับตัวเอง หรือว่าสหายผู้นี้จะมีความสามารถพิเศษในการอ่านความคิดข้า? แต่เมื่อดูดีๆ จึงพบว่าไป่เสี่ยวเซิงกำลังมองไปยังเบื้องหลังนาง -- ที่ด้านหลังห่างออกไปประมาณร้อยจั้ง ควันไฟกำลังโขมงไปทั่ว


"โจรภูเขา" ไป่เสี่ยวเซิงขมวดคิ้ว


เบื้องหน้า ตรงบริเวณที่ควันไฟพุ่งขึ้นมา ธงสีเหลืองและแดงปลิวสะบัด สามารถได้ยินเสียงแผ่วๆ ของใบมีดโลหะราวกับเสียงร้องไห้คร่ำครวญของภูติผี และเสียงเห่าหอนของหมาป่า ท่านสามารถนึกภาพเหตุการณ์ได้เลย ว่ามันต้องเป็นโศกนาฏกรรมแน่ๆ


"แม่นาง ไม่ต้องหวาดกลัว เวลานี้พวกมันกำลังปล้นผู้อื่นอยู่ ดูเหมือนว่ามันคงไม่มาทางเราในขณะนี้" ไป่เสี่ยวเซิงคล้ายถอนหายใจโล่งอก เขายกมือส่งท่าทางให้ผางวานถอยหลับ "พวกเราสามารถกลับไปที่อารามเพื่อหลบจาก ..."


ผู้ใดจะคาดคิด พอผางวานได้ยินคำว่า "ปล้น" ดวงตาเมล็ดอัลมอนด์ของนางกลับเบิกกว้างอย่างน่ากลัว


"เจ้าโจรกำแหง บังอาจปล้นผู้บริสุทธิ์!" ทั้งหมดที่ได้ยินคือเสียงตะโกนดังลั่นของผางวาน นางดึงแส้ที่อยู่ข้างเอวออกมา และพุ่งไปยังบริเวณที่มีควันหนาแน่น ไม่แม้แต่หันมองเบื้องหลัง


หัวหน้าโจรพี่รองจางซ่อนตัวมานานกว่าครึ่งเดือนเพื่อรอคอยวันนี้ ไม่รู้ว่าใครเป็นคนให้ข่าว บอกว่าภายในไม่กี่วันนี้ จะมีขบวนรถม้าบรรทุกทรัพย์สมบัติมากมายผ่านหุบเขา ดังนั้นเขาจึงมาถึงแต่เนิ่นๆ เพื่อวางแผนเคลื่อนกำลังพล เลือกทำเลที่ตั้งที่ดีที่สุด กีดขวางทางหลบหนีเอาไว้ก่อน ตรงไปล้างบางผู้คนไม่ให้เหลือ จากนั้นขนเอาทรัพย์สินเงินทองและเดินทางกลับพร้อมชัยชนะ


ขณะที่ทุกอย่างกำลังดำเนินไปตามแผน พวกเขาโอบล้อมขบวนรถม้า นำกองกำลังเสียงดังสนั่นระหว่างโจมตีด้านล่าง แต่เดิมเขาเชื่อว่ามันไร้ข้อผิดพลาด จนกระทั่งชั่วพริบตาที่ท่านย่าร่วงลงมาจากท้องฟ้า


ท่านย่าอ่า ท่านย่าช่างเหลือเกินจริงๆ เขามองไม่เห็นด้วยซ้ำว่าท่านย่าหน้าตาเป็นเช่นไร ก็ถูกแส้ของนางหวดไปที่แม่น้ำจนไม่สามารถขยับเขยื้อน แส้สีทองส่งเสียงรัว ทุกหัวระแหงมีแต่เสียงร้องไห้หาพ่อ และแหกปากเรียกแม่ เขาเห็นมิตรสหายของตนเองคนแล้วคนเล่าถูกตีจนแพ้ยับเยินเป็นใบไม้ร่วง ไม่สามารถดูแลชีวิตของตน ดังนั้นเขาจึงปิดดวงตาลง มันคงดีกว่าหากแกล้งทำเป็นตาย


แอบดูผ่านช่องเล็กๆ เขาเห็นท่านย่าเก็บแส้ของนาง และตรงไปที่เกี้ยวเพียงหลังเดียวท่ามกลางขบวนรถม้า


***

เด็กหนุ่ม! เด็กหนุ่มรูปงามที่กำลังประสบภัย!


ในตอนที่ผางวานเปิดผ้าม่านเกี้ยว มือของนางถึงกับสั่นระริก – เด็กหนุ่มรูปงามที่กำลังประสบภัย พี่สาวไม่ทำให้ทุกคนผิดหวัง ข้ามาช่วยเจ้าแล้ว! เจ้าต้องยังอยู่ข้างใน ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม!


ข้างในเกี้ยวมีคุณชายน้อยในชุดผ้าไหม กำลังนอนคว่ำหน้าหมดสติอยู่จริงๆ เพียงแต่ว่าหน้าของเขาคว่ำลง เลยไม่แน่ใจว่าใบหน้าของเขาเจริญตาเจริญใจหรือไม่ เวลานี้ผางวานรู้สึกเหมือนตนเอง ‘กำลังจะได้รับรางวัลที่ปรารถนา’ แทบไม่อยากเชื่อว่าเป็นเรื่องจริง นางยื่นมืออันสั่นเทาไปช่วยคุณชายขึ้นมา จากนั้นหันใบหน้าของเขามาทางนางอย่างงกๆ เงิ่นๆ


เยี่ยม นี่สิของจริง


คุณชายผู้นั้นมีใบหน้ายิ่งกว่าหัวหมูจริงๆ เสียอีก


สีหน้าของผางวานแปรเปลี่ยนเป็นห้าเฉดสีแบบรุนแรง ขาว ดำ แดง เหลือ น้ำเงิน ในตอนที่นางสุดจะทนทาน และคิดปล่อยคุณชายหัวหมู จู่ๆ เขาก็ได้สติขึ้นมา


“พี่ ... สาว ... นาง ... ฟ้า?” คุณชายเบนดวงตาคู่นั้นที่เล็กยิ่งกว่าเข็ม และลมหายใจของเขาแผ่วเบาขณะส่งเสียงเรียกผางวาน


คำพูดช่วยชีวิตประโยคนี้ ลงท้ายก็ประสบผลสำเร็จ และป้องกันมิให้ผางวานดำเนินการปล่อยกรงเก็บของนาง


“น้องชาย เจ้าถูกโจรภูเขาโจมตี แต่พี่สาวไล่มันไปแล้ว เวลานี้เจ้าปลอดภัยดี” ความภูมิใจของผางวานถูกเด็กหนุ่มยกยอปอปั้น จึงเริ่มพูดด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลและอ่อนโยน เข้าสู่บทนางฟ้าอย่างครบถ้วน


"ขอบ ... คุณ ... พี่ ... สาว ..." คุณชายพยายามยื่นมือมาหาผางวาน แต่พบว่านางอยู่ไกลเกินเอื้อม และได้แต่ปล่อยมือลงอย่างอ่อนแรง


ผางวานไม่แสดงออกถึงความรู้สึก ขณะพยายามหลีกเลี่ยงขาหมูของคุณชาย นางยิ้มพลางกล่าววาจา "คิดจะช่วยเหลือผู้ใด ต้องช่วยให้ถึงที่สุด ช่วยส่งพระก็ต้องส่งให้ถึงเมืองตะวันตก น้องชาย เจ้ามีพลุส่งสัญญาณบ้างไหม? ข้าจะช่วยจุดให้เจ้า!"


คุณชายพยักหน้า ส่งสายตาบอกว่าของสิ่งนั้นอยู่ที่อกเสื้อของเขา


ผางวานเอื้อมมือไปที่หน้าอกเขา แต่แล้วกลับดึงวัตถุออกมาสองชิ้น อันหนึ่งคือพลุ ส่วนอีกอันคือก้อนหยกสีดำ


"ขออภัย มือข้าใหญ่ไปหน่อย" นางยิ้มแหย ตั้งใจเอาหยกดำเก็บที่เดิม แต่ไม่คาดคิดว่าคุณชายจะยื่นมือห้าม


"เก็บ ... ไว้ ... หา ... ข้า ... หลิน ... อี๋ ..." พอคุณชายพูดประโยคนี้อย่างกะปวกกะเปียก เหมือนว่าเขาจะหมดพลังงาน ลมหายใจของเขาเริ่มหนักหน่วง มุมปากมีรอยเลือดสีดำไหลออกมา


ผางวานเห็นว่าเขาอยู่ในสภาพครึ่งเป็นครึ่งตาย และคิดกับตัวเองว่านางจะหันหลังให้กับคนตายที่ฝากผีฝากไข้ได้อย่างไร? ดังนั้นจึงรับหยกและเก็บไว้ที่เอวของตนเอง พร้อมทั้งกล่าวอย่างมีน้ำใจ: "ได้!"


เมื่อคุณชายเห็นว่านางรับหยก ในที่สุดเขาก็รู้สึกโล่งใจ ปิดดวงตาลงและหมดสติ


"พักผ่อนอย่างสงบทั้งอย่างนี้?" ผางวานมองเขาอย่างงงงวย นางเดินออกจากเกี้ยว และจุดพลุสัญญาณ


พลุสีเจิดจ้าทำให้หุบเขาสว่างไสว ทั้งยังทำให้ใบหน้าของนางสว่างขึ้น ผู้คนที่เดินทางมากับขบวนรถม้าเริ่มได้สติทีละคน เมื่อพวกเขาเห็นฉากนี้จากระยะไกล จึงตะโกนเรียกนาง: "ขอบังอาจทราบชื่อเสียงเรียงนามของผู้มีพระคุณได้หรือไม่?"


"ข้า?" ผางวานมองไปยังสีสันแจ่มจรัสประเดี๋ยวประด๋าวบนท้องฟ้า แล้วใจลอยชั่วขณะ


ครู่ต่อมา นางกล่าวเบาๆ: "ซางฉาน ข้าชื่อซางฉาน"

_________
[1] โชคดอกท้อ 桃花运 หมายถึง มีเกณฑ์จะเจอเนื้อคู่ เจอคนรู้ใจ หรือมีคนเข้ามาจีบ


ความคิดเห็น