บทที่ ๑๒: หลักปรัชญาอันแผ่กว้างของสาวใช้



ดวงอาทิตย์สาดแสงแผดเผา เป็นอีกครั้งที่กู้ซีจูอยู่ในลานบ้าน และกำลังฝึกฝนกระบี่


ทะยานดุจหงส์เหิน เคลื่อนไหวดั่งมังกรคะนองน้ำ คำศัพท์ประเภทนี้ไม่จำเป็นต้องเอามารวมกันแม้แต่น้อย โดยสรุปแล้ว จากสิ่งที่ผางวานเห็นคือ เขาแค่จงใจเปิดเนื้อหนังหนาปึกของตัวเอง ซึ่งกำลังส่องแสงแวววาว หลังจากร่างกายชุ่มไปด้วยเหงื่อเท่านั้นเอง


ในอากาศอบอวลไปด้วยฮอร์โมนเพศชาย สาวใช้อีกสองคนแอบหน้าแดงตั้งนานแล้ว ผางวานมองไปยังไหล่กว้างและสะโพกสอบ ซึ่งก่อเป็นเรือนร่างสามเหลี่ยมคว่ำลง ลึกๆ ในใจนางทั้งอิจฉาริษยา: กระทั่งคุณสมบัติดีเลิศโดยกำเนิดเช่นนี้ ทั้งหมดถูกมอบให้กับเทพธิดาซางฉานเพื่อเอาไปชื่นชม ผู้อาวุโสอ่า ท่านอาศัยอยู่เยี่ยงชีวิตสุนัข!


ขณะที่ความคิดของนางกำลังฟุ้งซ่าน บุคคลซึ่งอยู่ตรงหน้านางได้ยืนตัวตรง และเก็บกระบี่เข้าฝัก


"เอามาได้แล้ว" เขาหันหน้ากลับมา ปกเสื้อด้านหน้าเปิดออกกว้าง และยื่นมือมาทางนาง


หน้าอกทองแดงอันนั้นไหวขึ้นลงเล็กน้อย และมันกระโดดเข้ามาในสายตาของนางอย่างจัง ผางวานตัวสั่นสะท้าน นางรีบคว้าชุดข้างตัวและวิ่งไปหาเขา "นี่ สวมไว้เร็วเข้า!" ปิดบังการแผ่รัศมีฤดูใบไม้ผลิของเจ้า มิให้มันรั่วไหลออกมา!


กู้ซีจูมองนางอย่างงุนงง และส่ายหน้า: "ไม่ใช่สิ่งนี้"


ไม่ใช่สิ่งนี้? แล้วอะไร? ผางวานหันไปมองเขา -- นางสับสนจริงๆ


กู้ซีจูถอนหายใจ เขารับชุดคลุมมาจากมือนาง และดึงผ้าเช็ดหน้าออกมาด้วยตัวเอง จากนั้นเช็ดใบหน้าของเขา


ในที่สุดผางวานก็กระจ่างแจ้ง


สาวใช้ที่เหลือเริ่มแสดงสีหน้าเหยียดหยัน


พอกู้ซีจูเช็ดหน้าเสร็จ เขาสั่ง: "น้ำชา"


คราวนี้ผางวานเรียนรู้เป็นอย่างดี นางรีบวิ่งไปที่โต๊ะข้าง เทน้ำชา และนำมาให้เขาอย่างนุ่มนวล


กู้ซีจูจิบชาเล็กน้อย แต่แล้วเขากลับขมวดคิ้ว "เย็นเกินไป"


สายตาของสาวใช้แทบอยากฉีกผางวานเป็นชิ้นๆ


"ไม่อยากดื่มก็ไม่ต้องดื่ม! เจ้าช่วยพูดให้ชัดเจนกว่านี้ไม่ได้หรือยังไง?" ผางวานเหวี่ยงทันควัน นางเป็นเซิ่งกูพรรคมารมาหกปี กินดีอยู่ดี มีคนคอยดูแลเอาใจใส่ไปหมดทุกสิ่งทุกอย่าง นางต้องคอยรับใช้ผู้อื่นตั้งแต่เมื่อไหร่? ไม่นับเรื่องที่นางพยายามหาทางทำให้คนชอบ


สาวใช้ A คิ้วขมวดเป็นปม นางอยากดึงกระบี่ที่อยู่ในมือออกมา ทว่ากลับถูกสายตาของกู้ซีจูห้ามไว้


"หลังฝึกวรยุทธไม่ควรดื่มชาเย็น มันจะทำให้ปราณกระจัดกระจาย" เขาส่งถ้วยชาคืนให้นาง และเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน "เจ้าชงมาอีกถ้วย แล้วข้าจะดื่มมัน"


ผางวานทำหน้ามุ่ย แสดงอาการไม่เต็มใจสุดขีด ขณะนำถ้วยกลับไปที่โต๊ะ นางเทน้ำออกครึ่งหนึ่ง จากนั้นเติมน้ำร้อนเข้าไป ก่อนเดินกลับไปยังข้างกายกู้ซีจู และพูดห้วนๆ "เอาไป!"


สาวใช้ B เกือบอกแตกตาย ทว่านางบังคับตัวเองให้เก็บความขุ่นเคือง และทำเพียงค่อยๆ ทุบอกตัวเอง


ผางวานคิดในใจ: ข้ามีความตั้งใจดี เทน้ำอุ่นให้เขาแล้ว ทำไมเจ้าต้องทำท่าจะเป็นจะตายขนาดนี้ด้วย?


กู้ซีจูมองชาถ้วยนั้น เขารับมันมาและดื่มลงไป มิได้เอ่ยคำใดอีก


ผางวานดีใจยิ่งนัก นางขยิบตาให้สองคนที่เหลืออย่างลำพองใจ แสดงให้เห็นว่าแม่นางผู้นี้ก็ยังค่อนข้างเข้าอกเข้าใจผู้อื่นเป็นอย่างดี


ทันใดนั้น ใครคนหนึ่งรายงานจากด้านนอก: "จางซิวจู๋แห่งบู๊ติ๊ง มาถึงแล้ว!"


พอได้ยินสิ่งนี้ กู้ซีจูยืดตัวตรง สาวใช้อีกสองคนรีบล้อมเข้ามา คนหนึ่งแต่งตัวให้เขา อีกคนถือกระบี่ การเคลื่อนไหวดั่งก้อนเมฆและสายน้ำ ประสานกันได้ดีดุจภูษาฟ้าไร้ตะเข็บ[1]


ผางวานเห็นว่าไม่มีสิ่งใดที่นางสามารถช่วยได้ และคิดว่าในเมื่อมีแขกมาเยี่ยมเยียนถึงบ้าน ถ้าอย่างนั้นตามแบบแผนที่เหมาะสม นางควรตามไปปรนนิบัติ และชงชาอุ่นๆ อีกสักถ้วย


อ้า ข้าช่างหัวไวอะไรเยี่ยงนี้! นางพึงพอใจกับตัวเองยิ่งนัก


ไม่นานนัก จางซิวจู๋ก้าวเข้ามาด้านใน ก็เหมือนกับกระบวนท่าทั่วไป ที่มิตรสหายจอมปลอมพรรคฝ่ายธรรมะชอบแสดงต่อกัน ประสานมือคารวะ ทักทายปราศรัย ก่อนจะนั่งลงและจิบชา ขั้นต่อมาก็เตรียมเข้าสู่การหารือ


"พรูดด~" น้ำชาพ่นออกมาจากปากของจางซิวจู๋


"ท่านผู้นำเปลี่ยนใบชาหรือ?" เขาเอาแขนเสื้อบังใบหน้าตนเองขณะไอออกมา สีหน้าดูแล้วค่อนข้างกระอักกระอ่วนใจ "ชาถ้วยนี้ ..."


ตามความทรงจำของเขา ท่านผู้นำหาได้สนใจสิ่งใดเป็นพิเศษ ยกเว้นสองอย่างที่เขาบรรลุถึงขั้นสุดยอด หนึ่งคือวรยุทธ สองคือพิธีชงชา ชาที่ท่านผู้นำรับรองแขกถือได้ว่าเป็นหนึ่งในหล้า ผู้คนในยุทธภพต่างพากันต่อสู้แย่งชิง เพื่อให้มีโอกาสดื่มสักถ้วย ทว่ามาตรฐานในวันนี้ ... มันทำให้เขาหน้ามืดไปหมด


"ซิวจู๋ ท่านหยิบผิดถ้วย" กู้ซีจูยิ้ม และส่งสายตาให้สาวใช้ B


สาวใช้ B ถอยออกไปอย่างสุภาพเรียบร้อย และนำชาถ้วยใหม่มาให้โดยใช้เวลาไม่นานนัก


ผางวานมองถ้วยใบนั้นซึ่งถูกนำออกไป มันเป็นชาอุ่นแห่งรักที่นางบรรจงชงด้วยตัวเอง จึงอดไม่ได้ที่จะแสดงสีหน้าเศร้ารันทดเพราะไม่ได้รับความเป็นธรรม


ด้วยชาถ้วยใหม่อยู่ในมือ จางซิวจู๋รีบเข้าสู่สถานะพูดคุยกิจธุระโดยเร็ว เขาสนทนากับกู้ซีจูถึงเรื่องโน้นเรื่องนี้ และอย่างนู้นอย่างนี้สักพักใหญ่ๆ


ผางวานไม่สนใจเรื่องที่เขาคุยกันสักนิด นางรอคอยอยู่ด้านข้างแบบหมดอาลัยตายอยาก และกลั้นหาวแทบไม่อยู่


"สาวใช้ใหม่หรือ?" นางพลันได้ยินใครคนหนึ่งเอ่ยถาม


ผางวานที่สมองยังคงเคลิ้มอยู่ นางหันตามเสียงแบบงงๆ เพียงเพื่อพบกับนัยน์ตาเจิดจ้าและทิ่มแทงของจางซิวจู๋


"หากข้าเป็นสาวใช้ใหม่แล้วจะทำไม?" นางทำปากยื่น และกลอกตาใส่เขา


ทว่าจางซิวจู๋กลับหัวเราะใส่: "ท่านผู้นำมักชอบหญิงสาวที่ฉลาดหลักแหลมและสุภาพอ่อนโยน ไม่รู้ว่ายัยหนูใจลอยเช่นเจ้า ถูกเลือกให้มาอยู่ข้างกายท่านผู้นำได้อย่างไร?"


ผางวานที่บากบั่นฝึก ‘ท่าซางฉาน’ นางเกลียดที่ผู้อื่นบ่อนทำลายความพยายามของนางมากที่สุด ดวงตาเมล็ดอัลมอนด์ของนางเบิกกว้าง ริมฝีปากยื่น หน้าบึ้งตึง: “เจ้ากล้าบอกว่าข้าไม่สุภาพอ่อนโยนอย่างนั้นรึ?”


รอยยิ้มบนใบหน้าจางซิวจู๋กว้างยิ่งกว่าเดิม “ท่านผู้นำมักเลือกสาวใช้จากทั้งลักษณะนิสัยและวรยุทธ ด้วยอารมณ์หุนหันพลันแล่นของเจ้าเช่นนี้ หรือว่าวรยุทธของเจ้าจะสุดยอดมาก?” ขณะที่เขากล่าววาจา เขาดึงกระบี่ยาวออกมาจากข้างเอวตนเอง “ขอข้าทดสอบดูหน่อย!”


กู้ซีจูกำลังจะส่งเสียงห้ามปราม แต่แล้วกลับได้ยินผางวานหัวเราะเยาะเย็นชา ทั้งยังดึงแส้สีทองออกมาจากข้างเอวของนาง


“ดี ข้าจะทำให้เจ้ายอมรับทั้งปากและใจ!” น้ำเสียงของนางน่ารักละมุนละไม ราวกับเสียงไข่มุกกระทบจานหยก แม้คำพูดของนางอาจรุนแรง แต่ฟังแล้วไม่ให้ความรู้สึกชั่วร้ายแต่อย่างใด


จางซิวจู๋ไม่เห็นนางอยู่ในสายตาแม้แต่น้อย เขาตั้งกระบี่ตรง ปลายชี้ขึ้นด้านบน และวาดกระบี่ไปยังใบหน้าของผางวานอย่างรุนแรง


ผางวานเม้มริมฝีปากเข้าหากัน นางเอนศีรษะไปด้านข้าง ยังผลให้ผมยาวสลวยวาดเป็นทรงโค้งงดงามในอากาศ และบังคับให้ผ่านการโจมตีอย่างง่ายดาย


“เร็วมาก!” จางซิวจู๋ไม่คาดคิดว่าแม่หนูน้อยจะตอบสนองด้วยความเร็วปานสายฟ้าเช่นนี้ ดังนั้นจึงอดไม่ได้ที่จะเริ่มตระหนกตกใจ


ผางวานเห็นใบหน้าของเขาที่ชะงักงันในจังหวะนั้น จึงขยิบตาให้อย่างขี้เล่น ยามที่นางโฉบไปข้างหน้า เสื้อผ้าซึ่งถูกกระแสลมพัดส่งกลิ่นหอมกรุ่น มือของนางยกแส้สีทองขึ้นสูง


ไม่มีผู้ใดรู้ว่านางทำได้อย่างไร ทว่าสิ่งที่เห็นคือแส้สีทองหวดออกไปยังลำคอของจางซิวจู๋อย่างทรงพลัง เสมือนหนึ่งมังกรพ่นน้ำ เมื่อเห็นว่ามันกำลังจะรัดคอของเขา จางซิวจู๋หมดทางเลือกจึงได้แต่หันกลับมาป้องกันตนเอง เขายกกระบี่ยาวผลักดัน ต้องการจะเบนเส้นทางแส้ออกไป


มันคงดีกว่าหากไม่ไปถูกมันเลย เพราะด้วยการสัมผัสครั้งนี้ ยังผลให้แส้สีทองใช้แรงเหวี่ยงเพื่อเลื้อยพันรอบกระบี่ของเขาดั่งอสรพิษ และรัดแน่นไม่ยอมคลาย ไม่ว่าจะทำอย่างไรก็ตามที


เป็นไปไม่ได้! จางซิวจู๋ร้อนใจอยู่บ้าง – กระบี่จันทราร่วงของเขา มีชื่อเสียงด้านตัดผ่านเหล็กกล้าราวกับตัดโคลน กระบี่เล่มนี้คร่าวิญญาณมาแล้วไม่ต่ำกว่าร้อยกว่าพัน เป็นไปได้อย่างไรที่แค่แส้เส้นเดียวกลับไม่สามารถหยุดยั้งมันได้?


และด้วยประการฉะนี้ จึงเกิดเป็นสภาวะต่างฝ่ายต่างยืนกรานและไม่ยอมอ่อนข้อต่อกัน ดวงตาของเขาแดงก่ำ และเพิ่มไอสังหาร มีดสั้นค่อยๆ ไหลลงมาจากแขนเสื้ออีกข้างของเขาอย่างเงียบกริบ


“พอได้แล้ว” เสียงของกู้ซีจูดังถูกเวลา


จางซิวจู๋ถอนหายใจเฮือกใหญ่ด้วยความโล่งอก จากนั้นมองไปยังสาวใช้ตัวน้อย แต่ดูเหมือนว่านางจะทำเป็นเอาหูไปนา เอาตาไปไร่ เสมือนว่าไม่ได้ยินคำสั่งของกู้ซีจู นางเชิดคางมองมา ดวงตารู้เท่าทันคู่นั้นจับจ้องมายังแขนเสื้อเปิดกว้างของเขาตลอดเวลา ราวกับกำลังยั่วยุอารมณ์เขาด้วยการหัวเราะเยาะเย้ยหยัน “เอาสิ หากเจ้ามีความสามารถ ถ้าอย่างนั้นก็ลองสังหารข้าด้วยมีดอีกเล่มที่อยู่ตรงนั้น!”


จางซิวจู๋เดือดดาลจนใบหน้าถมึงทึง เขากำกระบี่ในมือแน่น และเริ่มโคจรกำลังภายในถึงเก้าในสิบส่วน – แต่เดิมเขาคิดจะใช้วรยุทธแค่สามส่วนเพื่อจัดการแม่นางน้อยผู้นี้


ผางวานเห็นแส้สีทองสั่นไหว และรู้ว่าคู่ต่อสู้เริ่มใช้วรยุทธแท้จริง ยังคงไม่ยอมรับอยู่สินะ


อสรพิษสีทองกับมังกรเงินพัวพันแน่นหนา การแข่งขันกำลังภายในระหว่างยอดฝีมือ ในตอนที่ทั้งสองไม่มีผู้ใดยอมอ่อนข้อให้แก่กัน ทันใดนั้นในอากาศเกิดเสียงดัง “แก๊งง~”


ใบชาเล็กจิ๋วซัดใส่แส้สีทอง


“วานวาน เชื่อคำพูดของข้า” กู้ซีจูสั่งนางอย่างสงบนิ่ง


แส้สีทองปล่อยกระบี่จันทราร่วง ราวกับมันโดนไฟดูดจนเกิดเป็นเสียงแฉ่ แฉ่ ระหว่างที่มันกลับคืนมายังข้างเอวนาง ผางวานมองกู้ซีจูด้วยสีหน้าไม่อยากจะเชื่อ อกของนางสะท้อนขึ้นๆ ลงๆ ไม่สามารถเอ่ยวาจาเป็นเวลานาน


-- ฝ่าทะลวงได้?


-- ‘จับจันทรา มัดมังกรกักขัง’ ของข้า กลับถูกเขาฝ่าทะลวงได้?


ในใจนางถาโถมไปด้วยคลื่นซัดสาดอย่างบ้าคลั่ง


จางซิวจู๋ถูกกระแสลมกระแทก ทำให้เด้งกลับไปด้านหลังสองสามก้าว ก่อนจะสามารถยืนอย่างมั่นคง เขาประสานมือคำนับให้กู้ซีจู พร้อมทั้งกล่าวถ้อยความ “ท่านผู้นำเฉลียวฉลาดและเก่งกาจ วรยุทธเป็นหนึ่ง ไม่เป็นสองรองใคร ทั้งยังมีสาวใช้ไม่ธรรมดาอยู่ข้างกาย” ด้วยคำประจบสอพลอเช่นนี้ ใบหน้าของเขาซีดขาว และแสดงให้เห็นว่าไม่ต้องการอยู่นานกว่านี้อีกต่อไป ดังนั้นจึงขอตัวกลับอย่างขื่นขม


กู้ซีจูเพียงแค่ยิ้ม เขายังนั่งประจำอยู่ที่เดิม ไม่แม้แต่เดินไปส่งเขา


ผางวานจ้องเขาสักพักหนึ่ง ไม่รู้ว่าควรพูดอะไรดี


เมื่อคิดว่าชายผู้นี้สามารถใช้เศษใบชาแยกจางซิวจู๋กับตัวนางออกจากกัน วรยุทธของเขาต้องถึงจุดสุดยอดเป็นแน่ ในใจของนางอดไม่ได้ที่จะรู้สึกตกอกตกใจ – ชายผู้นี้ล้ำลึกสุดหยั่งขนาดไหนกันแน่?


กู้ซีจูเห็นว่านางคล้ายต้องการพูดอะไรบางอย่าง ทว่ากลับมีอาการลังเล มุมปากของเขาจึงยกขึ้น


“มานี่สิ” เขากวักมือเรียก ในมือยังคงถือถ้วยชาที่ผางวานชงให้ก่อนหน้านี้ และสีหน้าของเขาดูอ่อนโยน


ผางวานกัดริมฝีปากล่างของตัวเองแน่น จังหวะก้าวเท้าซอยสั้นอย่างกับไก่ นางเคลื่อนไหวมาหาเขาด้วยความเร็วเท่าเต่าคลาน สีหน้าท่าทางไม่เต็มใจสุดขีด


กู้ซีจูไม่ขุ่นข้องสักนิด เขาแค่เฝ้าดูนาง ภายในดวงตาเต็มไปด้วยแสงสุกสกาวสะท้อนจากชุดสีม่วงของเขา: “วรยุทธของข้าสุดยอดมากใช่ไหม?”


ไม่คาดคิดว่าเขาจะตรงไปตรงมาถึงเพียงนี้ ผางวานโยนความหวาดกลัวของตนเองกลับเข้าในใจทันที ดวงตาเมล็ดอัลมอนด์คู่นั้นทอประกายแสง “สุดยอด สุดยอด สุดยอดมาก!” นางพยักหน้าถี่ราวกับทุบกระเทียม


กู้ซีจูเห็นนางทำท่าอย่างกับแฟน[2]ตัวน้อยที่เลื่อมใสศรัทธา จึงอดไม่ได้ที่จะระเบิดเสียงหัวเราะ


“อยากเรียนหรือไม่?” เขาลูบหัวนางเบาๆ


ประกายแสงแวววาวค่อยๆ มอดทีละน้อย จนกระทั่งหมดเกลี้ยง “...ไม่อยากเรียน”


ที่พูดว่าไม่อยากเรียนคือการโกหก แต่ว่านางเป็นเซิ่งกูพรรคมาร นางจะเรียนวรยุทธของพรรคฝ่ายธรรมะได้อย่างไร? หากคำพูดนี้หลุดออกไป มันจะไม่ทำให้ท่านลุงจั่วและพี่ชายหนานอี๋เสียหน้าหรอกหรือ?


สีหน้าของกู้ซีจูแปรเปลี่ยนเป็นเย็นชา ทว่ามือใหญ่ของเขายังคงวางไว้บนศีรษะของนาง และไม่เอ่ยคำใดอีก


“ท่านผู้นำ ท่านสามารถยอมรับคำขอร้องอื่นของข้าได้หรือไม่?” จู่ๆ ผางวานก็คิดอะไรบ้างอย่างขึ้นมาได้ นางเอามือของกู้ซีจูลงอย่างตื่นเต้นดีใจ และกอบกุมมันไว้ในมือของตนเองแน่น


เมื่อมองไปยังมือขาวผ่องและอ่อนนุ่มคู่นั้น สีหน้าของกู้ซีจูสดใสขึ้นมาหน่อย


“คำขอร้องอะไรหรือ?” เขาหันหน้ามาหานาง


“พวกเรามาสู้กันสักครั้ง! ต่อสู้กันให้สะใจสักวัน!”


ใบหน้าน่ารักของหญิงสาวทอประกายแสง แสดงให้เห็นทั้งภาพฝันและความกระหายใคร่ที่จะต่อสู้ปะปนกัน

__________
[1] ภูษาฟ้าไร้ตะเข็บ 天衣无缝 สำนวนจีน เป็นการอุปมาว่า ไร้ข้อบกพร่อง
[2] แฟน 粉丝 คำนี้เป็นศัพท์ใหม่ของจีนที่ได้บรรจุไว้ใน "พจนานุกรมภาษาจีนสมัยใหม่" ฉบับที่ 6 เป็นการสะท้อนให้เห็นถึงสิ่งใหม่และการเปลี่ยนแปลงในสังคม ซึ่งบางคำนำมาจากภาษาต่างประเทศเป็นการทับศัพท์ อย่างคำว่า 粉丝 (fěn sī) เฝิ่น ซือ แปลว่า "แฟน" มาจากภาษาอังกฤษ "Friends" และความหมายเดิมคือ "หมี่เส้น" ref: http://thai.cri.cn/247/2012/07/26/225s200480.htm



ความคิดเห็น