บทที่ ๑๖: สาวงามในป่า



ด้วยบังเอิญพบกับชายหนุ่มหล่อเหลาซึ่งแอบรักนางตรงถนนใหญ่ อารมณ์ของผางวานจึงดีขึ้นมาก -- ไม่ว่าอย่างไรนางก็ยังมีความสามารถในการดึงดูดผึ้งและผีเสื้อ ดังนั้นความมั่นใจของนางจึงลุกฮือขึ้นอีกครั้ง


เวลานั้นนางยังไม่ตระหนักถึงเหตุผล ว่าทำไมใครบางคนถึงได้จ้องมองผู้อื่นอย่างเอาเป็นเอาตาย มันอาจเป็นเพราะความรัก แต่ก็เป็นไปได้อีกเหมือนกัน ว่ามันอาจเกิดจากความเกลียดชังและรังเกียจ


เออ พวกเรายังไม่จำเป็นต้องรีบบอกนางเกี่ยวกับเรื่องนี้ ให้นางดื่มด่ำกับความฝันแมรี่ซูสักสองสามวันก่อน


วันนัดหมายในอีกห้าวันมาถึงอย่างรวดเร็ว ระหว่างนี้ ทั่วทั้งเรือนสามารถสัมผัสได้ถึงความปิติยินดีที่ค่อยๆ แผ่ออกมาจากก้นบึ้งของหัวใจของท่านผู้นำ รอยยิ้มของเขาราวสายลมในฤดูใบไม้ผลิ น้ำเสียงของเขาประหนึ่งระฆังดังกังวาน กระทั่งก้าวเดินของเขาก็ยังเบาและไวกว่าเดิม


"ทุกคราวก่อนออกไปพบเทพธิดา เขามักเป็นแบบนี้เสมอหรือ?" ผางวานแอบอยู่ตรงหลังประตู ค่อยๆ กระซิบกับไป่เสี่ยวเซิง


"ท่านผู้นำมีความรู้สึกผูกพันอย่างลึกซึ้งกับเทพธิดามากจริงๆ" ไม่เป็นที่แน่ชัดว่าไป่เสี่ยวเซิงรู้สึกอย่างไรจากสีหน้าของเขา คล้ายทั้งอิจฉาและเศร้าเสียใจ


ผางวานแอบถอนหายใจ ไม่ต้องการเอ่ยคำใดอีก -- ท่านผู้นำคนนี้ พอเป็นเรื่องเกี่ยวกับอารมณ์รัก เขาก็กลายเป็นตาทึ่มอย่างแท้จริง เขาคิดว่าซางฉานจะเป็นเหมือน 'รากสีแดง ต้นอ่อนถูกต้อง' [1] รำพึงรักอยู่ตลอดเวลา ความสุขและอารมณ์โกรธฉายชัดบนใบหน้า เป็นประเภทซื่อและจริงใจเหมือนกับตัวเขาอย่างนั้นรึ? มันไม่ใช่แบบนั้นแน่นอน! ในดินแดนแมรี่ซู นอกจากพระเอกจะเจ้าเล่ห์แสนกล จนถึงขั้นที่ไขกระดูกของพวกเขาชุ่มไปด้วยหมึกดำ แต่โดยทั่วไปแล้ว มันยังเทียบไม่ได้กับทักษะทั้งหมดของนางเอกเสียด้วยซ้ำ เห็นได้จากนางเอกประเภทกระดูกแข็ง[2] ถึงแม้กู้ซีจูจะมีวรยุทธ์สูงส่งยากจะหยั่งรู้ ทว่าเมื่อมาถึงเรื่องความรู้สึก เขาก็เป็นแค่ท่อนไม้! ท่อนไม้ใหญ่ที่ไม่สามารถแกะอะไรลงไปได้!


"มีอะไรอย่างนั้นหรือ?" ไป่เสี่ยวเซิงเห็นนางทำสีหน้าประหลาด จึงอดไม่ได้ที่จะเอ่ยถาม


"จริงๆ แล้วท่านผู้นำ ..." ผางวานกลืนคำบ่นทั้งหมดลงท้อง เจ็บใจที่ไม่สามารถหลอมเหล็กให้กลายเป็นเหล็กกล้าได้ และกล่าววาจา "ระวังความรู้สึกลึกซึ้งจะไม่ยืนยาว"


ไป่เสี่ยวเซิงมองนางด้วยสายตาประหลาด "ท่านผู้นำกับเทพธิดาเป็นศิษย์ร่วมสำนักเดียวกันมาสิบกว่าปี ความสัมพันธ์ฉันท์ศิษย์พี่ศิษย์น้อง หากความรู้สึกเหล่านี้ไม่ยืนยาว เช่นนั้นมันคงยุติตั้งนานแล้ว"


ผางวานรู้สึกตระหนกในหัวใจ นางระงับคำพูดอื่นๆ ของตนเอง และไม่คิดซักถามเรื่องอื่นอีกต่อไป


"เจ้าไว้วางใจให้ท่านผู้นำไปพบเทพธิดาตามลำพังหรือ?" ไม่คาดคิดว่าไป่เสี่ยวเซิงจะยั่วเย้านางโดยจงใจเช่นนี้


"วางใจสิ ทำไมข้าจะไม่วางใจ?" ผางวานกลอกตาใส่เขา "ชายหนุ่มหญิงสาวอยู่ในห้องเดียวกัน พวกเขาทั้งคู่จะสามารถทำอะไรได้อีก? มิใช่ว่ามันต้องเป็นเรื่องให้กำเนิดเด็กน้อยอยู่แล้วหรอกหรือ?"


"พรูดดด" ไป่เสี่ยวเซิงเริ่มต้นสำลัก


"เจ้ามันหญิงไร้ยางอาย!" ใบหน้าหล่อเหลาของเขาดูมุ่งมั่นจะอบรมนาง "เจ้าพูดเรื่องเช่นนี้ออกมาง่ายๆ ได้อย่างไร!?"


ครู่ต่อมา ใบหน้าเล็กสีแดงสดใสของผางวาน เอนไปหยุดตรงปลายจมูกเขาพอดี นำมาซึ่งกระแสลมสะอาด และกลิ่นหอมหวาน


"พวกเราไม่พูด ก็จะไม่มีคนทำอย่างนั้นหรือ?" ผางวานเบิกดวงตาเมล็ดอัลมอนด์ที่ทั้งดำและแวววาว แล้วกระพือขนตายาวละเอียด "หากบิดามารดาของเจ้าไม่ทำเรื่องอย่างว่า เช่นนี้เจ้าจะมาอยู่บนโลกได้อย่างไร?"


ไออุ่นดั่งหยกละมุนเข้ามาใกล้ ไป่เสี่ยวเซิงยังจิตใจฟุ้งซ่านยามเขาได้ยินประโยคครึ่งแรก ทว่าพอเขาได้ยินครึ่งหลัง สีหน้าของเขาบึ้งตึงโกรธขึ้งขึ้นมาทันที "ไปตายซะ เด็กไม่รักดี! เชื่อไหมว่าข้าจะฟาดเจ้า?!"


ผางวานจะปล่อยให้เขามีโอกาสได้อย่างไร? นางกระโดดออกห่างจากประตูตั้งนานแล้ว ภายใต้แสงอาทิตย์ ยามนางหมุนกายเพื่อทำหน้าทะเล้นน่าเกลียด สามารถมองเห็นกระโปรงของนางลู่ไปตามสายลม


ปล่อยให้กู้ซีจูไปพบซางฉานตามลำพัง? เพ้ย นางไม่มีทางยอมให้เป็นอย่างนั้นแน่


ผางวานขบคิดถึงสิ่งนี้ขณะก้าวเดิน


แม้นว่าวันนั้นดวงตาของกู้ซีจูจะเย็นยะเยือก จนถึงจุดที่สามารถแช่แข็งลาวา ทว่านาง ผางวาน จะไม่สละโอกาสใดๆ ในการใกล้ชิดกับขวัญใจของตนเอง -- ในเมื่อนางไม่สามารถออกไปในที่แจ้ง ถ้าอย่างนั้น นางจะแอบตามไปอย่างลับๆ


เมื่อวันนั้นมาถึง ผางวานใช้เคล็ดวิชาที่ตนเองชำนาญ นางค่อยๆ กลั้นลมหายใจขณะก้มต่ำอยู่ในป่าไผ่ดำ


ตรงกลางป่าไผ่มีศาลาถูกสร้างขึ้น ม่านโปร่งสีขาวราวหิมะกำลังปลิวสะบัดเริงระบำไปตามกระแสลม ให้ความรู้สึกลอยละล่องประหนึ่งเซียน


ผางวานเก็บกิ่งไม้สองสามอันและเสียบเข้าที่เส้นผม จากนั้นค่อยๆ คลานไปตามเนินดินเล็กๆ พลางจับจ้องผ้าโปร่งสีขาวตาไม่กระพริบ


ถัดจากม่านคือเงาร่างสีม่วง เวลานี้กำลังนั่งอยู่ที่โต๊ะหยกดำ และจิบชาไปเรื่อยๆ


เขากำลังรอคอย รอคอยให้คนที่เขาหมายปองมาถึง


กรุ๊งกริ๊ง กรุ๊งกริ๊ง


ทันใดนั้น เสียงกระดิ่งทองไพเราะดังมาจากท้องนภา


กรุ๊งกริ๊ง กรุ๊งกริ๊ง


"ศิษย์พี่ ไม่ได้เจอกันเสียนาน ท่านสบายดีหรือไม่?" ท่ามกลางคลื่นกระดิ่งอันอ่อนหวาน เงาร่างสีขาวราวหิมะร่อนลงมาจากท้องฟ้า ชายแขนเสื้อของนางปลิวไหว


เทพธิดาลงมาจากท้องฟ้า


เท้าอันประณีตและงดงามของดอกบัว ยื่นออกมาจากกระโปรงลอยล่องดุจหมอกควัน เท้าเปล่าอย่างแท้จริง มันขาวนวลอมชมพู และกระดิ่งทองพันรอบข้อเท้าราวเถาวัลย์ เพิ่มเสน่ห์งดงามขึ้นอีกหลายจุด


"ข้ามาสายไปหน่อย"


น้ำเสียงไพเราะดั่งนกขมิ้นดังขึ้นอีกครา มันแฝงไว้ด้วยเสียงหัวเราะสามจุด ทว่าหาได้มีความรู้สึกเสียใจแต่ประการใด


ผางวานไม่เคยเห็นเท้าที่สมบูรณ์แบบประหนึ่งสลักขึ้นมาจากหยกเช่นนี้มาก่อน อีกทั้งไม่เคยได้ยินเสียงไพเราะละมุนละไมแบบนี้อีกเหมือนกัน จึงตะลึงงันเล็กน้อย ยามนางกลับมามีสติ และเงยหน้าเพื่อมองใบหน้าของคนผู้นั้นให้ชัดเจนยิ่งขึ้น นางกลับพบว่าคนผู้นั้นสวมหมวกหญ้า และมีผ้าคลุมหน้าเอาไว้ เผยให้เห็นแค่ปลายคาง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ริมฝีปากสีชมพูอ่อนนุ่มราวกลีบดอกไม้


เพียงแค่เห็นเงาร่างและได้ยินเสียง ก็เพียงพอแล้วจะรับรู้ว่าคนผู้นั้นเลิศด้วยโฉมงามและกลิ่นหอม เป็นหญิงงามสุดยอดอย่างแท้จริง


ซางฉาน นางคู่ควรกับตำแหน่ง 'เทพธิดา' ยิ่งนัก


"ฉานเอ๋อร์"


เงาร่างผึ่งผายสีม่วงลุกขึ้น และยื่นมือออกมา ปรารถนาดึงคนงามเข้ามาในอ้อมแขน "สำหรับเจ้ามันคุ้มค่า ไม่ว่าข้าต้องรอคอยนานขนาดไหน"


คาดไม่ถึง หญิงงามจะแย้มรอยยิ้ม และผลักเงาร่างสีม่วงออกไปเล็กน้อย


"คิดจะปฏิเสธแล้วค่อยตอบรับ ฝีมือสูงส่งโดยแท้!" ผางวานนั่งยองๆ อยู่บนเนินดิน มือทั้งคู่กำเป็นหมัดอย่างตื่นเต้น


มองจากระยะไกล นางเห็นเพียงเงาร่างสีม่วงกอบกุมมือเล็กของหญิงงาม จัดให้นางนั่งตรงหัวโต๊ะหยกด้านหนึ่ง จากนั้นชงชาให้นางด้วยตนเอง


"ชาของศิษย์พี่ ฉานเอ๋อร์ไม่ได้ดื่มมาตั้งนาน" หญิงงามมองการเคลื่อนไหวของชายตรงหน้านาง น้ำเสียงคล้ายแฝงไว้ด้วยความโหยหา


ชายหนุ่มชุดม่วงหยุดชะงักครู่หนึ่ง จากนั้นยกสายตาเพื่อมองนาง "หากเจ้าปรารถนา เจ้าสามารถดื่มได้ทุกเมื่อ"


หญิงงามมิได้กล่าวตอบ และเพียงขดตัวอยู่ที่ขอบโต๊ะด้วยท่าทางล้ำลึกสุดจะคาดเดา นางเอาคางพาดไว้บนเข่าตนเอง พลางกัดริมฝีปากเชอรี่ของตัวเองเบาๆ เส้นผมยาวสลวยไหลลงมาดั่งน้ำตก ทั่วทั้งตัวแลดูประหนึ่งกระต่ายหยก รอคอยให้คนมาสงสาร ช่างเปราะบาง ทว่าน่าดึงดูด มันทำให้ใครก็ตามที่เห็นนางเกิดอาการหัวใจสั่นไหว


-- นี่คือท่าชั้นหนึ่ง "รีบเข้ามากอดข้าเร็วเข้า" ซึ่งต้องใช้เวลาฝึกฝนนานมาก! ผู้อาวุโสให้ความสำคัญกับรายละเอียดจริงๆ ในขณะเดียวกันก็ไม่ลืมฝึกอย่างขยันขันแข็ง


ผางวานรู้สึกตื่นเต้นยิ่งนัก จนดวงตากลายเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยว


ดังคาด กู้ซีจูยื่นมือออกไปจริงๆ


นางเห็นเพียงมือเรียวยาวประทับลงบนแก้มของหญิงงาม และลูบไล้เบาๆ โดยมีผ้าคลุมสีขาวขวางกั้นเท่านั้น


หญิงงามจ้องเขา ทว่ามิได้เอ่ยคำใด


-- นี่มันไม่ถูกต้อง! เจ้าท่อนไม้! นั่นคือท่า 'รีบเข้ามากอดข้าเร็วเข้า'! ไม่ใช่ท่า 'เข้ามาลูบข้า'! ผางวานที่แอบดูจากหลังเนินดินโกรธจนควันออกหู แทบอยากจะส่งเสียงคำรามออกมา ไอ้โง่! ยังไม่รีบดึงนางเข้ามาในอ้อมแขนอีก ไม่จำเป็นต้องแยกแยะแดงเขียวหรือขาวดำ[3]อีกแล้ว แค่เข้าไปจูบนางอย่างรุนแรงจะได้ไหม? อีกอย่าง ตอนจูบอย่าลืมเปิดผ้าคลุมออกด้วย ให้ข้าดูหน่อย!!


ในช่วงกระสับกระส่ายนี่เอง ไม่รู้ว่าทำไมจึงมีเสียง "แกร๊ก" ดังขึ้นจากบนหัวของนาง


ผางวานหันไปตามเสียง และยกสายตาขึ้นมอง จากนั้นใบหน้าของนางซีดเผือดทันทีทันใด -- นกกระจอกจากที่ไหนไม่รู้ กำลังจิกผลไม้ของกิ่งที่อยู่บนศีรษะนาง


จังหวะที่นางแหงนหน้ามอง นกกระจอกถูกการเคลื่อนไหวด้านล่างทำให้ตกใจ และกระพือปีกบินไปบนท้องฟ้าอย่างฉับพลัน


พรึบพรับ พรึบพรับ


"ดูเหมือนว่าจะมีแขกผู้ทรงเกียรติมาที่ป่า ข้ามาอีกทีวันอื่นดีกว่า"


ภายในม่านโปร่งไม่มีแม้แต่เสียงของอีกาหรือนกกระจอก หญิงงามพลันแย้มยิ้ม นางหมุนกายเดินลึกเข้าไปในป่าไผ่ และทะยานจากไป


"ข้าไม่นึกมาก่อนว่าจะมีวันนี้ วันที่ศิษย์พี่ไม่สามารถปฏิบัติตามข้อตกลง"


น้ำเสียงหวานหยาดเยิ้ม คล้ายจะหัวเราะแต่ไม่หัวเราะ ประโยคเอื้อนเอ่ยของนางยังไม่ทันจบดี หญิงงามก็หายลับไปจากท้องฟ้าโดยไร้ร่องรอยเสียแล้ว


ทุกอย่างกลับคืนสู่สภาพเดิมในชั่วพริบตา ป่าไผ่ดำเกิดเสียงกรอบแกรบ ศาลาม่านสีขาวที่สร้างขึ้นอย่างพิถีพิถัน เหลือเพียงเงาร่างสีม่วงด้านใน


การปรากฏตัวแค่แวบเดียวของเทพธิดา กระนั้น ราวกับว่าไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน


ตระหนักว่าตนเองก่อให้เกิดหายนะใหญ่หลวง ด้วยไร้เรี่ยวแรงจะขืนชะตาฟ้า ผางวานนั่งยองๆ ตรงหลังเนินดินอย่างขมขื่น ไม่มีแม้แต่ความกล้าจะวิ่งหนี


เงาร่างสูงใหญ่ปรากฏต่อหน้านาง ปิดบังแสงสว่างตรงหน้าอย่างเงียบกริบ


ไอ๊หยา-หยา ท้องฟ้าเกิดการเปลี่ยนแปลงเป็นดำทะมึนซะแล้ว

__________


[1] รากสีแดง ต้นอ่อนถูกต้อง 根红苗正 เป็นการอุปมาถึงผู้ที่มาจากตระกูลดี และถูกเลี้ยงดูอย่างถูกต้องเหมาะสม
[2] ประเภทกระดูกแข็ง เป็นการเปรียบเปรยถึง พวกที่มีนิสัยดึงดัน ดื้อรั้น
[3] ไม่ต้องแยกแยะแดงเขียวหรือขาวดำ 不分青红皂白 หมายถึง ไม่ต้องแยกแยะว่าอะไรถูกหรือผิด


ความคิดเห็น