บทที่ ๑๑: ท่านผู้นำกู้ซีจู



ยามผางวานเดินกลับมาที่ข้างกายไป่เสี่ยวเซิง ก้าวเดินของนางไม่ค่อยมั่นคงสักเท่าไหร่


นางยังไม่ตื่นจากช่วงเวลาที่ทุกคนมองมายังนาง สามหมอบเก้ากราบ[1] แสดงความเคารพอย่างแท้จริง ทุกสิ่งเหล่านี้คือการคำนับที่ผู้คนจะมอบให้แก่เทพธิดาเท่านั้น! นาง ผางวาน บุคคลซึ่งถูกคนในยุทธภพประณามว่าเป็นเซิ่งกูพรรคมาร จะมีโอกาสที่คนฝ่ายธรรมะมาทำความเคารพนางเช่นวันนี้ได้อย่างไร?


ฮิฮิ ความรู้สึกของการแสร้งเป็นดอกบัวขาวไม่เลวเลย


นางรีบเดินกลับมายังเส้นทางเดิม ตรงบริเวณที่ไป่เสี่ยวเซิงถือสายบังเหียนม้าสองตัว และรอคอยอยู่ใต้ต้นไม้อย่างสงบนิ่ง


"ได้รับชัยชนะกลับมา?" เมื่อเห็นนางกลับมาโดยไม่สูญเสียผมสักเส้น เขายิ้มด้วยรู้แจ่มแจ้ง


"... โจรภูเขาอ่อนแอมาก และบังเอิญข้าพอมีพื้นฐานวรยุทธอยู่บ้าง ..." ผางวานไม่รู้ว่าจะตอบเช่นไร จึงได้แต่เกาศีรษะตัวเองอย่างอิหลักอิเหลื่อ


ไป่เสี่ยวเซิงยิ้มโดยมิได้เอ่ยคำใด เขาส่งสายบังเหียนให้นาง "ไปกันเถิด ตะวันใกล้จะตกดินแล้ว"


-- เขามักเข้าอกเข้าใจผู้อื่น ไม่เคยปล่อยให้ผางวานอยู่ในสภาพติดขัด


ผางวานแทบอยากเข้าไปกอดและหอมเขาสักฟอดจริงๆ


ขณะที่พวกนางเดินไปตามถนนซึ่งฉาบไปด้วยแสงตะวัน จู่ๆ ไป่เสี่ยวเซิงก็พูดขึ้น "แม่นางผางวาน เจ้าไม่เหมาะกับสีขาว"


ด้วยประโยคไร้มูลที่ออกมาแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย ยังผลให้ผางวานตะลึงงัน นางก้มหน้ามองชุดสีขาวของตนเอง ไม่อาจเข้าใจความนัยลึกซึ้งของถ้อยความเขา


"ข้าเห็นว่าวิชากระโดดและทำลายโจรของแม่นางมีความรุนแรงมาก" ไป่เสี่ยวเซิงค่อยๆ ออกความเห็นอย่างต่อเนื่องที่ด้านหลังนาง "สีขาวบริสุทธิ์ ทว่าไม่ลึกซึ้ง ไม่สามารถคลายลักษณะพลังที่แสดงออกมาของเจ้า แม่นางควรเลือกสีเข้มกว่านี้ อย่างเช่น ..." เขาทอดสายตาไปยังดวงอาทิตย์สีเลือดซึ่งอยู่ไม่ไกล และแววตาเข้มขึ้น "แดง"


คำกล่าวอ้างนี้ดังก้องอยู่ในหูผางวาน คล้ายว่ามันแอบประณาม ว่านางมีอารมณ์ความรู้สึกชั่วร้ายเกินไป ผางวานคิด -- ข้าไม่ได้ฆ่าโจรสักคน แค่ทำให้พวกมันสูญเสียแขนข้างสองข้างเท่านั้น แบบนี้เรียกว่ามีอารมณ์ความรู้สึกชั่วร้ายเกินไปอย่างนั้นหรือ? ด้วยเหตุนี้ ในใจของนางจึงรู้สึกไม่พอใจ และส่งเสียงออกมาแบบไม่ยินดี "อ้อ"


ไป่เสี่ยวเซิงเห็นท่าทางไม่เต็มใจของนาง และรู้ว่าคำพูดของเขาไปไม่ถึงใจนาง ดังนั้นจึงเปลี่ยนเรื่องด้วยรอยยิ้ม "แม่นาง เจ้าต้องการเข้าใกล้ท่านผู้นำหรือไม่?"


ดวงตาของผางวานพลันเป็นประกาย นางหันหน้ากลับมา และแสดงความจริงใจผ่านทางนัยน์ตา "อยู่แล้ว!" ป้ายหยกอาญาสิทธิ์ยังอยู่ในมือคนผู้นั้น!


-- แม้ว่าการหาป้ายหยกอาญาสิทธิ์มิใช่เรื่องด่วน ถึงกระนั้นนางออกจากพรรคมาเดือนหนึ่งแล้ว แต่ยังไม่ได้เบาะแสอะไรสักอย่าง หากวันหนึ่งท่านประมุขเกิดระงับเบี้ยเลี้ยงนางจะทำอย่างไร? ดังนั้นนางต้องแสร้งว่ากำลังทำงาน จะอย่างไรสายของพรรคมารก็มีอยู่ทุกหนทุกแห่ง!


ไป่เสี่ยวเซิงพยักหน้าและกล่าววาจา: "เท่าที่ข้ารู้มา พรุ่งนี้ยามอู่[2] ท่านผู้นำจะไปพักผ่อนที่รอบนอกของป่าไผ่ดำ เจ้าสามารถไปพบเข้าที่นั่น"


ผางวานทำตาเบิกกว้าง "ไม่มีการลอบทำร้าย?"


ไป่เสี่ยวเซิงหัวเราะ "ลอบทำร้ายเจ้าเพื่ออะไร?"


ผางวานคิดว่ามันเข้าท่า ดังนั้นจึงรู้สึกดีใจสามส่วน และอีกเจ็ดส่วนไม่แน่ใจ นางทำหน้ามุ่ย: "เสี่ยวเซิง ทำไมเจ้าถึงดีกับข้านัก?"


ไป่เสี่ยวเซิงเอามือก่ายหน้าผาก เขาอยากบอกเหลือเกิน ว่าไป่เสี่ยวเซิงเป็นเพียงฉายานาม ข้าไม่ได้แซ่ไป่ แล้วชื่อตัวก็ไม่ใช่เสี่ยวเซิง ทว่า ... เขาส่ายหน้า และค่อยๆ ยกยิ้มมุมปาก "แล้วเจ้าจะรู้เอง"


ผางวานหรี่ตามองเขาเกือบครึ่งค่อนวัน จากนั้นจู่ๆ ก็รู้สึกขนลุกซู่ "เสี่ยวเซิง เจ้าฟังข้า! พวกเราไปกันไม่ได้!" ข้าคือคนที่ต้องการแต่งงานกับพระเอก แต่สำหรับเจ้า ไม่ว่าจะเป็นด้านชื่อเสียงหรือวรยุทธ ล้วนถูกกำหนดให้เป็นตัวประกอบ!


คราวนี้ไป่เสี่ยวเซิงอ้าปากค้าง


"ข้ารู้ ข้ารู้ หัวใจของเจ้าเฝ้าคะนึงคิดถึงอยู่แต่ท่านผู้นำ ข้าจะกล้าคิดเรื่องไม่เหมาะสมกับเจ้าได้อย่างไร?"


เขาตบไหล่ผางวานเบาๆ เพื่อให้นางคลายใจ


"เจ้าต้องเชื่อคำพูดของข้า ข้าไม่อยากทำให้เจ้าเจ็บปวด!" ผางวานนึกถึงชายหนุ่มชุดเทาที่ภัตตาคาร แล้วอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจด้วยความเศร้าโศก


ไป่เสี่ยวเซิงโบกมือ ส่งสัญญาณบอกนาง ว่าไม่จำเป็นต้องพูดอีกแล้ว


ผางวานเห็นใบหน้าของเขาไม่ปิติยินดีสักเท่าไหร่ นางจึงไม่ตอกย้ำเขาอีก ตราบเท่าที่ข้อความเป็นที่เข้าใจ ถ้างั้นก็ไม่เป็นปัญหา


ดังนั้น คนทั้งคู่ที่มีความคิดและความกลุ้มใจต่างกัน จึงกล่าวคำอำลาและแยกย้ายกันด้วยประการฉะนี้


***

วันต่อมา ผางวานรีบไปที่ป่าไผ่ดำตั้งแต่ยามซื่อ[3] นางไปถึงก่อนเวลาที่ไป่เสี่ยวเซิงบอกถึงหนึ่งชั่วยาม


นางมักเป็นคนเตรียมพร้อมอยู่เสมอ


เป็นเพราะนางมาถึงเร็วจึงเตร็ดเตร่อยู่ในป่า เพื่อทำความคุ้นเคยกับพื้นที่ ขณะกำลังเดินทอดน่องอยู่นั้น นางได้เจอบ้านไม้ไผ่หลังหนึ่ง


"ท่านผู้นำกำลังอาบน้ำอยู่หรือ?" จู่ๆ ก็ได้ยินเสียงใครคนหนึ่งพูดขึ้นจากด้านหลังหิน


"ใช่แล้ว" อีกเสียงตอบรับ "ท่านผู้นำสั่งให้ข้านำเสื้อผ้าเข้าไปก่อน และให้วางไว้ที่ตรงโน้น"


ผางวานตัวสั่นระริกด้วยความเข้าใจทันที


นางนึกถึงสิ่งที่หวังกังตัวปลอมพูดในวันนั้น -- สมบัติล้ำค่าต้องนำติดกายตลอดเวลา


ดังนั้น โดยมิทำให้เกิดเสียงแม้แต่น้อย นางใช้วิชาตัวเบา และตามสาวใช้จากด้านหลัง


ภายในป่าไผ่ดำเขียวชอุ่ม มันมีลำธารไหลอย่างสงบ มองจากระยะไกล ในลำธารมีกล้าไม้ อ่า นี่ไม่ถูกต้อง ตรงนั้นควรจะเป็นชายหนุ่มผมยาว กำลังเปลือยกายครึ่งท่อนยืนอยู่สิ


ผางวานไม่มีเวลาดูฉากน่าตื่นเต้น นางฉวยโอกาสทุบสาวใช้ให้สลบ และหยิบเสื้อผ้าจากมือของนางเพื่อทำการค้นหา


หา และ หา หลังจากค้นหาจากทุกกระเป๋าเสื้อ ทั้งยังเปิดหาช่องระหว่างชั้น นางก็ยังไม่พบอะไรสักอย่าง


"เป็นไปได้ไหมว่ามันอยู่ที่ตัวเขา?" ผางวานขมวดคิ้ว จากนั้นค่อยๆ ย่องเท้าไปยังป่าไผ่ใกล้ลำธาร


นางตัดสินใจแอบดูโดยไม่มียางอาย


เสียงน้ำในลำธารไหลจ๊อกๆ ดวงอาทิตย์ส่องแสงแผดเผา นางไม่รู้ว่ามันเป็นการจงใจหรือความบังเอิญ แต่เมื่อใดที่นางเปลี่ยนมุมมอง ท่านผู้นำคนนั้นก็จะค่อยๆ หันตามไปด้วย และมักหันหลังให้นางอยู่ตลอดเวลา ภายใต้การสะท้อนของแสงอาทิตย์ ไม่ว่าอย่างไรนางก็มองไม่เห็นรายละเอียดบนร่างกายเขา แค่รู้สึกได้ว่าเขายืนอยู่ตรงนั้น ทั่วทั้งร่างประดับไปด้วยหยดน้ำ เหมือนรูปแกะสลักที่ส่องแสงโชติช่วง


"ตัวของเขาติดแผ่นสะท้อนแสงหรืออย่างไรกัน?" ผางวานเริ่มรู้สึกรำคาญและหมดความอดทน ท้ายที่สุด นางไม่อาจทนรอคอยได้อีก และกระโดดขึ้นไปบนยอดไผ่ดำ นางตั้งใจจะแอบดูเขาจากในอากาศด้านบน -- ท่านผู้นำคงไม่ได้กลั้นลมหายใจ และนอนคว่ำหน้าอยู่ในลำธารหรอกนะ ใช่ไหม?!


จังหวะนี้เอง ฉับไวราวกับฟ้าแลบและหินเหล็กไฟ ท่านผู้นำเงยหน้าและมองมาทางนางอย่างกะทันหัน


สายตาของเขาเจิดจ้าดั่งคบเพลิง


ช่วงเวลาที่ทั้งสองประสานสายตากัน ดวงตาของผางวานเบิกกว้าง ปากของนางสูดลมหายใจเข้าไปรวดเดียว ทำให้ไม่สามารถควบคุมลมหายใจ นางกวัดแกว่งแขนขาอยู่ในอากาศ และร่วงหล่นไปในน้ำด้วยเสียงดัง 'ตูม'


"แค่ก แค่ก" หลังจากสำลักน้ำหลายคำ ในที่สุดนางก็สามารถคลานขึ้นมา และพบกับใบหน้าของชายผู้นั้นที่กำลังเม้มริมฝีปากเล็กน้อย


"ทำไมถึงเป็นเจ้า?" นางจ้องไปที่เขาอย่างโง่งม


"เขาคือข้า" คนผู้นั้นพินิจนางซึ่งอยู่ในสภาพไก่ตกน้ำแกง[4]อย่างละเอียดถี่ถ้วน สีหน้าของเขาคล้ายจะยิ้มแต่ก็ไม่ได้ยิ้ม


"เจ้าคือผู้นำ?" ขากรรไกรของผางวานแทบร่วงลงมา "เจ้าทรยศเขา?"


เส้นเลือดบนหน้าผากของคนผู้นั้นกระตุกสองที จากนั้นเอ่ยถาม "เจ้าฟังมาจากผู้ใด ว่าผู้นำได้เปลี่ยนเป็นคนใหม่?"


สีหน้าของผางวานประหลาดใจ: “หรือว่าสาวใช้ผู้นั้นหลอกข้า ท่านผู้นำไม่ได้อาบน้ำอยู่ที่นี่?”


เส้นเลือดบนหน้าผากชายผู้นั้นกระตุกอีกสองที จากนั้นกล่าวอย่างช้าๆ: “วานวาน ข้าผู้นี้คือกู้ซีจู”


ผางวานดันขากรรไกรของตัวเองซึ่งตกลงมาเข้าที่เดิม นางสูดลมหายใจลึก และคำรามลั่น: “เจ้าหลอกข้า! เจ้าหลอกข้า! ไป่เสี่ยวเซิง เจ้ากล้าหลอกลวงข้าได้อย่างไร!”


ไป่เสี่ยวเซิง ไม่สิ ควรเรียกเขาว่ากู้ซีจู เขาเอามือปิดปากนางอย่างหมดทางเลือก: “ข้าหลอกเจ้าตั้งแต่เมื่อไหร่? ใช่ว่าข้าเคยยอมรับว่าตนเองคือไป่เสี่ยวเซิง”


-- เจ้าไม่ยอมรับ แค่นิ่งเงียบมาโดยตลอด! ผางวานทั้งคับแค้นใจทั้งเดือดดาล ดังนั้นนางจึงพยายามเตะต่อยกู้ซีจูในน้ำ ทว่าฝ่ายตรงข้ามหนังหนา แถมแรงต้านทานในน้ำก็มีมาก ดังนั้นการโจมตีของนางก็ไม่ต่างอะไรกับเกานอกรองเท้า[5]


กู้ซีจูไม่พูดสักคำ แค่ปล่อยให้นางทุบตีรัวๆ


หลังจากประทุษร้ายสักพักหนึ่ง ท้ายที่สุดผางวานก็หมดแรงและพ่ายแพ้


“ไอ้หนู หากคราวหน้ายังกล้าหลอกข้าอีก ข้าจะลากตับไตไส้พุงของเจ้าออกมาทั้งหมด แล้วเอาไปให้หมาป่ากิน!” นางแยกเขี้ยวใส่เขา ราวกับสัตว์น้อยที่ชั่วร้าย


กู้ซีจูแค่ยิ้ม และลูบหัวนาง


ผลสุดท้ายผางวานก็ให้อภัยกู้ซีจู ยิ่งไปกว่านั้น คำว่า ‘ผลสุดท้าย’ นี้ มาถึงอย่างฉับไวมาก เพียงแค่เวลาเศษหนึ่งส่วนสามก้านธูปเท่านั้น
(ห้านาที)


นั่นก็เพราะกู้ซีจูกล่าวว่า คราวที่แล้วคนชุดขาวที่นางเข้าใจผิดคิดว่าเป็น “กู้ซีจู” แท้จริงแล้วคือไป่เสี่ยวเซิงตัวจริง เขาคิดว่ามันน่าสนใจดี จึงปล่อยเลยตามเลย การที่เขาเชิญนางมาวันนี้ ก็เพราะเขาไม่ต้องการโกหกอีกแล้ว และตั้งใจจะบอกความจริงกับนางทั้งหมด


ผางวานครุ่นคิด: ประการแรก ดูเหมือนว่าเขาไม่เคยยอมรับว่าตัวเองคือไป่เสี่ยวเซิงจริงๆ แต่อย่างน้อยเขาก็ยังพอมีมโนธรรมอยู่บ้าง ประการที่สอง เขาได้หลอกนางไปแล้ว เช่นนี้นางจะทำอะไรได้เล่า? ร้องห่มร้องไห้แงๆ แล้วสั่งให้ท่านผู้นำยุทธภพจ่ายค่าเสียหายสำหรับความบอบช้ำทางด้านจิตใจ?


ชัดเจนว่าผางวานไม่ใช่หญิงสาวประเภทนั้น ดังนั้นนางจึงรีบยอมรับความจริงที่ว่าตัวเองถูกหลอก และถือโอกาสอธิบายว่าทำไมนางจึงเข้าใจผิด คิดว่าไป่เสี่ยวเซิงเป็นเขา – นางบอกว่าที่เห็นเขาแวบเดียวเมื่อหลายปีก่อนคือ ... มองผิด


กู้ซีจูคล้ายไม่ใส่ใจกับสิ่นนี้ ทำเสมือนว่ามันเป็นเรื่องล้อเล่นของสาวน้อย เพียงแต่เขาเสนอ และหวังว่าผางวานจะสามารถมาเป็นสาวใช้ของเขา


เขากล่าวว่า สาวใช้ของตนถูกนางลอบทำร้ายโดยง่าย สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่าวรยุทธของนางด้อยว่าผางวาน บางทีอาจไม่สามารถคุ้มกันเขาในวันหน้า ส่วนอีกด้าน วรยุทธของผางวานสูงจริงๆ และสามารถช่วยเหลือเขาในช่วงเวลาเข้าตาจนอย่างไม่มีปัญหาแน่


ผางวานใคร่ครวญ: อย่างแรก การเป็นสาวใช้สามารถเฝ้าดูกู้ซีจูอย่างใกล้ชิด สอง นางสามารถสืบว่าป้ายหยกอาญาสิทธิ์อยู่ที่ไหน นอกจากนั้นอาจมีโอกาสพบซางฉาน แถมยังได้เงินอีกต่างหาก ไม่มีอะไรไม่ดีสักอย่าง ดังนั้นหลังจากลังเลประมาณสามวินาที นางจึงรับข้อเสนออย่างดีอกดีใจ


นางเชื่อว่าการเป็นสาวใช้ของท่านผู้นำยุทธภพ ก็แค่เป็นสมุนและองครักษ์เท่านั้น ลักษณะงานคร่ำครึและง่ายมาก


เอิ่ม พวกเราคงต้องบอกว่า วิธีคิดของนางช่างโง่เขลาและทึ่มพอสมควร

_______________
[1] สามหมอบเก้ากราบ 三跪九叩 เป็นการคำนับแบบจีนโดยคุกเข่าลงเอาหน้าผากแตะพื้น
[2] ยามอู่ 午时 คือเวลา 11.00 - 13.00 น.
[3] ยามซื่อ 巳时 คือเวลา 9.00 - 11.00 น.
[4] ไก่ตกน้ำแกง 落汤鸡 เหมือนกับคำไทยที่ว่า ลูกหมาตกน้ำ คือเปียกโชกไปหมด
[5] เกานอกรองเท้า 隔靴搔痒 หมายถึง จี้ไม่ถูกเป้า หรือ เกาไม่ถูกที่คัน


ความคิดเห็น