บทที่ ๓๑: ศิษย์พี่


"ท่าน เมื่อกี้ท่านเพิ่งเรียกชื่อใครนะ?"


หญิงสาวสูดลมหายใจลึก นางหันกลับมาคว้าคอเสื้อผู้ที่อยู่ด้านหลัง ท่าทางดุร้ายประหนึ่งภูติผี


"วานวาน วานวานของข้า" แววตาของกู้ซีจูได้แปรเปลี่ยนเป็นสับสนมึนงง จนถึงขั้นไร้จุดรวมแสงตั้งนานแล้ว เขาเงยหน้า และจูบพวงแก้มนางอย่างรักใคร่ "ทำไมเจ้าจึงโกรธ? เจ้าไม่ชอบข้าหรือ?"


โลหิตจากทั่วทั้งร่างพุ่งไปที่หัวของนาง และจากนั้น ผางวานรีบถอยหลังโดยเร็ว ใบหน้าของหญิงสาวพลันซีดเผือด ต่อมาเปลี่ยนเป็นแดงซ่านทันควัน จิตใจของนางแจ่มใสครู่หนึ่ง ทว่าครู่ถัดมากลับสับสน มันขัดแย้งจนถึงจุดที่สมองของนางแทบระเบิด


"ท่านชอบข้า?" นางจ้องชายหนุ่มตรงหน้าด้วยความตะลึงสุดขีด น้ำเสียงคล้ายฝันไปและมีท่าทางไม่อยากเชื่อ "คนที่ท่านชอบ ... คือวานวาน?"


"คือเจ้า" จูบของกู้ซีจูได้เคลื่อนไปยังติ่งหูของนาง เขาทั้งขบกัด ทั้งเลีย และแทะเล็ม "เจ้าเพียงผู้เดียว"


"เช่นนั้น ... แล้วเทพธิดาซางฉาน?" เสียงของหญิงสาวสั่นเครือและเบาหวิว


"หึง?" กู้ซีจูหยุดการกระทำของตนเพื่อมองหน้านาง ภายในดวงตาเขามีแววซุกซนวูบผ่าน "พวกเราเป็นแค่ศิษย์พี่ศิษย์น้องเท่านั้น นางเป็นเกราะป้องกันที่ข้าใช้เพื่อปฏิเสธการดองญาติต่างๆ หากไม่มีนาง ข้าคงถูกเจ้าสำนักใหญ่โตแต่ละท่านผลักดันจนสุดขอบผา เพื่อให้แต่งงานกับลูกสาวของพวกเขา" เขาอธิบายด้วยสีหน้าจริงจัง แขนทั้งสองข้างกอดรัดหญิงสาวแน่น ราวกับหวาดกลัวว่านางจะหายไปในชั่วพริบตา


"อย่าโกรธ ตอนนั้น ... ข้ายังไม่พบเจ้า" เขาอิงศีรษะแนบชิดนาง ขณะพึมพำเบาๆ สีหน้าวิงวอน


หญิงสาวตัวแข็งทื่อ


"... ไม่ได้โกรธ" นางเงยหน้าขาวซีดของตน ดวงตาค่อยๆ แดงทีละน้อย "ข้าไม่ได้โกรธท่าน ..."


กู้ซีจูดีใจเหลือล้น เขาเชยคางนาง ต้องการจูบอย่างลึกซึ้งอีกครา ทว่าไม่คาดคิด กลับมีแสงสีแดงแทงทะลุผ่านอากาศ การเคลื่อนไหวของเขาแข็งค้างกลางคัน ตามมาหลังจากนั้น ร่างกายเขาเลื่อนไหลลงอย่างช้าๆ


เขาพลันหมดสติ


ผางวานถอนหายใจ พลางถอนเข็มเทพเปลวเพลิงที่อยู่ในมือกลับคืน


-- กู้ซีจูเป็นผู้มีวรยุทธ์เป็นหนึ่ง ไม่เป็นสองรองใคร โดยปกติแล้ว เป็นไปไม่ได้ที่จะมีผู้ใดสามารถลอบทำร้ายเขา หากไม่ใช่เพราะเขาตกอยู่ในสภาพสูญเสียการควบคุมตนเอง นางคงไม่มีโอกาสแน่แท้ หาไม่แล้ว แม้นนางจะยืมหมื่นความกล้า ก็ไม่อาจหาญแทงจุดสลบของท่านผู้นำยุทธภพแน่


นางปีนลงจากเตียง จัดการให้กู้ซีจูนอนลง และห่มผ้าให้เขา


ทุกอย่างที่เกิดขึ้นในคืนนี้อยู่เหนือความคาดหมาย ยังผลให้นางแทบลืมความตั้งใจเดิมในการเตรียมแผนการนี้


หรือควรพูดอีกอย่าง ถึงแม้นางจำได้ ก็ไม่มีใจจะทำต่อ


สงบสติอารมณ์ สงบสติอารมณ์ ต้องสงบสติอารมณ์ -- จับแก้มที่ร้อนผ่าวจนแทบละลายของตนเอง นางเอาแต่บอกตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า


ผางวานมองห้องวังเวงที่มีแสงจากเปลวเทียนสั่นไหว จากนั้นเลื่อนสายตาไปยังโต๊ะซึ่งมีหนังสือและกองเอกสาร


โต๊ะเต็มไปด้วยหนังสือและเครื่องเขียนที่กู้ซีจูใช้เป็นประจำ บางทีนางอาจเจอเบาะแสบางอย่างเกี่ยวกับป้ายหยกอาญาสิทธิ์จากตรงนั้น


นางเดินมาที่โต๊ะ และค้นหาผ่านกระดาษแต่ละแผ่นอย่างละเอียดถี่ถ้วน


จากนั้น นางเห็นใต้กระดาษมีม้วนภาพที่ถูกเก็บไว้เป็นอย่างดี


เหมือนถูกผีอำ[1] นางหยิบม้วนภาพและกางดู


ชั่วขณะนั้น ลมหายใจของนางแทบหยุดนิ่ง


สายลมยามราตรีพัดอ่อน เห็นดวงดาวประปราย พระจันทร์ส่องสว่างเต็มดวงเป็นพิเศษ


ผางวานหยิบยาน้ำค้างหยกใจกระจ่างออกมา และป้อนมันแก่คนบนเตียง จากนั้นค่อยๆ ย่องออกจากห้อง


ตอนนั้นที่ถังเฟยเฟิ่งหารือเรื่อง 'หนานเคอ' หัวหน้าสำนักผู้นั้นเคยกล่าวไว้ หนานเคออาจไร้สี ไร้กลิ่น ทว่ามันเป็นยาลึกลับซึ่งมีผลทำให้ผู้โดนยาเข้าใจผิด เห็นฝ่ายตรงข้ามเป็นคนในดวงใจของพวกเขา อย่างไรก็ตาม มันเป็นแค่ยากระตุ้นกำหนัดเท่านั้น และขจัดออกได้ไม่ยาก ยาน้ำค้างหยกใจกระจ่างสามารถชะลอฤทธิ์ยานับร้อย มันยิ่งกว่าเกินพอที่จะขับพิษของหนานเคอ เป็นการใช้กระบี่ฆ่าไก่จริงๆ -- ท่านผู้นำ ข้าคงไม่ต้องขอโทษท่านแล้ว


นึกถึงหญิงงามเมืองที่นางซ่อนไว้ ผางวานก้าวเข้ามาในสวน ยังมีเรื่องยุ่งยากอีกอย่างที่ต้องจัดการ!


เพิ่งก้าวเข้ามาได้แค่สองก้าว การเคลื่อนไหวของนางพลันหยุดชะงัก


ภายใต้แสงจันทร์ส่องสว่าง เงาร่างที่นางไม่คาดคิดว่าจะเห็นกลับปรากฏกายอย่างกะทันหัน


ชายรูปร่างสูงเพรียวผู้นั้นยืนอยู่ใต้ต้นไม้ นัยน์ตาประหนึ่งดวงดาวเย็นเยือก ถ้าไม่ใช่หนานอี๋แล้วจะเป็นผู้ใดได้อีก?


ผางวานกะพริบดวงตา จิตใต้สำนึกสั่งให้นางหันหลังกลับแล้ววิ่งหนี ทว่านางจะถือเป็นคู่ต่อสู้ของหนานอี๋ได้อย่างไร? ด้วยกระแสลมแรง ร่างของนางก็มายืนอย่างว่าง่ายต่อหน้าหนานอี๋เสียแล้ว


“เจ้ากลายเป็นคนแบบไหนไปแล้ว เวลานี้ถึงกับรู้จักใช้วิธีกับดักสาวงาม?”


ได้ยินเพียงเสียงหัวเราะเยาะ หนานอี๋ใช้มือเพียงข้างเดียวจับมือทั้งสองข้างของนางไพล่หลัง ส่วนมืออีกข้างบีบคางนาง แล้วยกเข้าหาตัวเขา


ผางวานส่งเสียงร้องทันที อวัยวะภายในล้วนปวดร้าวไปหมด


“ข้า ไม่ใช่แบบนั้น ข้า ...” นางทั้งตื่นตระหนกทั้งหวาดกลัว จนพูดสะเปะสะปะ


ดวงตาของหนานอี๋ประหนึ่งกริชเย็นยะเยือก ขณะที่กวาดสายตาผ่านเส้นผมหลุดลุ่ย เสื้อผ้าที่ไม่เป็นระเบียบ แต่เมื่อเขามองไปยังลำคอขาวผ่อง มันมีรอยฟันสีแดงจางๆ ยังผลให้ดวงตาแหลมคมของเขาแปรเปลี่ยนเป็นดำมืดทันควัน


“หญิงสารเลว!” เขายกมือและตบหน้าผางวาน เสียงดัง ‘เพียะ’ สามารถได้ยินอย่างชัดเจน


ผางวานถูกตบอย่างจังจนใบหน้าไร้ความรู้สึก นางเบิกตาโพลง ดวงตาเมล็ดอัลมอนด์เริ่มมีน้ำตาเอ่อคลอทีละน้อย


“เจ้ายังมีหน้ามาร้องไห้อีกรึ? จะร้องไปเพื่ออะไร? อัปลักษณ์ที่สุด!” เห็นนางทำท่าเหมือนไม่ได้รับความเป็นธรรม ทำให้โทสะของหนานอี๋ไหลบ่ายิ่งขึ้น เขาพลิกมือเพื่อตบนางอีกรอบ ‘เพียะ’!


ด้วยใช้พลังของจริง จึงเป็นเหตุให้มุมปากของผางวานมีโลหิตไหลซึม


“ใครอนุญาตให้เจ้ายั่วยวนผู้อื่น? พวกเจ้าทั้งสองทำอะไรกันในคืนนี้? พูด!”


หนานอี๋บีบคางนางแน่น ใบหน้าบิดเบี้ยวอย่างรุนแรง ดวงตาเปล่งแสงประดุจหมาป่า มันแดงก่ำจนแทบไหลลงมาเป็นหยดเลือด


กระนั้น ผางวานในเวลานี้กลับเงียบสงบ


นางคิดในใจ ตลอดเวลาที่ผ่านมา หนานอี๋ผู้นี้เกลียดชังนางมากถึงเพียงนี้ เขาดูถูกนาง ความอ่อนโยนของเขามีไว้ให้เฉพาะเหมยอู่เท่านั้น ความเอาใจใส่ของเขาก็สงวนให้แต่เหมยอู่เพียงผู้เดียว สำหรับเขา ข้าก็เป็นได้แค่ของเล่นเอาไว้ฆ่าเวลา ศิษย์น้องที่เขาจะมีหรือไม่มีก็ได้ ไม่ว่าพวกเราจะเป็นชายหญิงที่เติบโตด้วยกันมาแต่เยาว์วัย หรือ เป็นแค่เพื่อนเล่นโดยไม่ได้คิดอะไร แล้วอย่างไรเล่า? ไม่ว่าเช่นไรเขาก็ไม่เคยชอบข้าอยู่ดี ไม่เคยปฏิบัติตัวดีกับข้า มันไม่มีทางเกิดขึ้น


หัวใจของนางแปรเปลี่ยนเป็นเย็นเยือกยิ่งกว่าแสงจันทร์


“ไม่ได้ทำอะไรทั้งสิ้น”


ผางวานยั้งความคิดของตนเองเอาไว้แค่นั้น นางเงยหน้าและมองตรงไปที่หนานอี๋


หยาดน้ำตาที่อยู่ในดวงตาเมล็ดอัลมอนด์คู่นั้นก็เลือนหายโดยปราศจากร่องรอย และกลับมาสดใสอีกครั้ง


“เจ้าโกหก!” หนานอี๋จ้องนางอย่างถือดี ทว่าแรงที่มือกลับคลายลงหลายส่วนโดยไม่รู้ตัว ดังนั้นผางวานจึงฉวยโอกาสสลัดตัวเองให้หลุดจากพันธนาการ


“ข้าวางยากระตุ้นกำหนัดเขา แต่จัดการตรวจสอบได้แค่ส่วนบน ก่อนจะเกิดอาการใจฝ่อขึ้นมา”


นางถูข้อมือตนเองขณะกล่าวตอบ ครึ่งจริงครึ่งเท็จ


พอหนานอี๋ได้ยินคำว่า “ยากระตุ้นกำหนัด” เขาขมวดคิ้วเป็นปมแน่น และมือใหญ่รีบยึดลำคอของผางวาน


“เจ้าคนไร้หัวคิด!” เขากัดฟันตัวเองแน่น จากนั้นประณามนางอย่างกราดเกรี้ยว “ใครใช้ให้เจ้ากล้าถึงเพียงนี้? เจ้ากล้าทำได้อย่างไร? กล้าทำได้อย่างไร?!” ประโยคสุดท้ายนั่นแทบฉีกนางเป็นชิ้นๆ แล้วกลืนลงท้อง คล้ายกำลังจะเป็นโรคประสาท


ผางวานถูกเขารัดคอจนแทบหายใจไม่ออก จึงแอบดึงเข็มเทพเปลวเพลิงสามเล่มออกมาจากแขนเสื้อ แต่ไม่คาดคิดว่าหนานอี๋จะไวกว่า ด้วยการสะบัดแขนเสื้อแค่ทีเดียว เข็มเทพเปลวเพลิงทั้งสามเล่มก็ตกอยู่ในมือเขา


“... ท่านพ่อมอบสิ่งนี้ไว้ให้เจ้า?” เขามองเข็มสีแดงที่อยู่ในมือ นิ้วมือทั้งห้าคลายออก มุมปากยกขึ้นเล็กน้อย “เจ้าพกของสิ่งนี้ติดตัวตลอดเวลา? ไม่เคยให้มันห่างกาย?”


หัวใจของผางวานรู้สึกชากับสีหน้าของเขาที่เปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหัน และได้แต่ส่งสายตาหมดหนทางไปให้เขา: “หากข้าไม่มีสิ่งนี้หนุนหลัง ท่านคิดว่าข้าจะกล้าใช้กับดักสาวงามอย่างนั้นหรือ?”


หนานอี๋ใคร่ครวญ สุดท้ายมือใหญ่ก็ปล่อยลำคอของนาง เพียงแต่ว่าคิ้วของเขายังขมวดมุ่นอยู่เช่นนั้น: “เจ้าประมาณเกินไป! ด้วยฝีมือของกู้ซีจู เจ้าจะสามารถลอบโจมตีเขาได้เช่นไร? หากว่ายาออกฤทธิ์ เจ้าจะเอาตัวรอดอย่างไร ...”


“นั่นคือเหตุผลที่ข้าเตรียมหญิงงามเมืองเอาไว้!” ผางวานลูบจมูกตัวเอง และกระโดดไปที่ภูเขาเทียม นางโมโหจนหายใจแทบไม่ทัน ขณะลากสาวงามที่หลับสนิทออกจากโพรง


ผางวานคิดว่าแผนการของตนไร้ข้อผิดพลาด


อันดับแรกให้กู้ซีจูกินหนานเคอก่อน จากนั้นก็เปลื้องผ้าท่านผู้นำ ขณะเดียวกันก็ให้หญิงงามเมืองเตรียมพร้อมในฐานะตัวสำรอง หากเกิดข้อผิดพลาดขึ้นมา ก็ให้นางก้าวเข้ามาทันที – ทุกอย่างล้วนดั่งภูษาฟ้าไร้ตะเข็บ[2] จนกระทั่งเกิดเรื่องไม่คาดฝันกลางคัน ยังผลให้ปฏิบัติการต้องสิ้นสุดอย่างฉับพลัน


หนานอี๋เห็นหญิงงามเมือง เห็นได้ชัดว่ากับดักสาวงามของผางวานคือหลี่ตายแทนถาว[3] โทสะหนาวเหน็บในดวงตาจึงละลาย ทั้งสีหน้าก็ผ่อนคลายลง


“เจ้าคือเซิ่งกูพรรคไป๋เยว่ ห้ามมีสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับผู้นำยุทธภพโดยเด็ดขาด” เขาเดินมาข้างหน้า หยิบยาออกมา และยัดมันเข้าปากหญิงงามเมือง “ศิษย์น้อง เจ้าจงจำไว้ให้ดี ตั้งแต่โบราณกาล ธรรมมะและอธรรมไม่อาจอยู่ร่วมกัน ไม่ว่าความรู้สึกแบบใดก็ตามแต่ มันไม่อาจก้าวผ่านทะเลของความอาฆาตแค้น หากเจ้าติดอยู่ในความรู้สึกซึ่งไม่สมควรเกิด ข้าเกรงว่าบทสรุปคงต้องบาดเจ็บทั้งสองฝ่าย”


หาได้ยากนักที่หนานอี๋จะเรียกผางวานว่าศิษย์น้อง เมื่อใดที่เขาเรียกเช่นนี้ นั่นหมายความว่าเขากำลังจริงจังและเข้มงวดสุดขีด


แก้มทั้งสองข้างปวดแสบปวดร้อน ผางวานไม่ต้องการเสียคำพูดใดกับเขาอีก และเพียงแค่ถาม: “ท่านให้นางกินอะไร?”


“ยาพิษ” หนานอี๋หันกลับมามองนาง ภายใต้แสงจันทร์ ใบหน้าดวงนั้นที่ฉาบไปด้วยกลิ่นอายชั่วร้ายกลับแลดูหล่อเหลาอย่างน่าประหลาด “กินยานี้เข้าไป นางจะจำเรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้ไม่ได้” เขายิ้มอย่างลำพอง


“ถึงไม่กินนางก็จำอะไรไม่ได้อยู่ดี!” ผางวานถลึงตาใส่เขา หญิงงามเมืองผู้นี้ถูกนางสกัดจุดหลับตั้งแต่ก้าวเข้ามาในรถม้า นางไม่รู้เรื่องอะไรสักอย่าง


“เพื่อความแน่ใจ” หนานอี๋ส่งเสียงหึเบาๆ


ผางวานสาปส่งเขาในใจที่คอยจับผิดเรื่องเล็กๆ น้อยๆ นางยื่นมือออกไปด้านหน้า เพื่อคว้าตัวหญิงงามเมืองผู้นั้น “ข้าจะส่งนางกลับก่อนรุ่งเช้า”


อย่างไรก็ตาม มือใหญ่กลับขวางหน้านาง หนานอี๋ฉวยโอกาสก่อน


“ข้าจะส่งนางกลับให้เอง” เขาส่งยิ้มให้นาง


ผางวานมองใบหน้างดงามของหญิงงามเมือง แล้วถูจมูกตัวเองอย่างกระวนกระวาย “เช่นนั้นก็รบกวนท่านแล้ว ศิษย์พี่”


พอพูดจบ นางหมุนกายกลับและเดินจากไปทันที


****

ตอนฟ้าสาง นายพรานเดินทางผ่านร่องน้ำระหว่างภูเขา และจากระยะไกล เขาเห็นร่างสตรีนอนอยู่บนกองหญ้าแห้งด้านหน้า


“แม่นาง ทำไมเจ้ามานอนตรงนี้?” แต่เดิม เขาคิดว่าลูกสาวจากบ้านไหนสักแห่งกำลังนอนพักผ่อน จิตใต้สำนึกสั่งให้เขาเอื้อมมือไปดันตัวนางเล็กน้อย


“อ้าค!” เมื่อเขามองเห็นใบหน้าของหญิงผู้นั้นอย่างชัดเจน เขาแผดเสียงร้องและล้มลงบนพื้น ร่างกายสั่นเทาไปทั้งหมด


สิ่งที่หงายท้องอยู่บนพื้นน่าตระหนกยิ่งนัก นั่นคือซากศพที่เย็นชืดตั้งนานแล้ว ใบหน้าของนางเละไปด้วยเลือด ราวกับใครบางคนจงใจเฉือนหน้านางออก น่าสยองที่สุด

__________


[1] เหมือนถูกผีอำ 鬼使神差 สำนวนจีน เปรียบเปรยถึง การกระทำโดยไม่รู้ตัว
[2] ภูษาฟ้าไร้ตะเข็บ 天衣无缝 สำนวนจีน แปลว่า ไม่มีข้อบกพร่อง
[3] หลี่ตายแทนถาว 李代桃僵 กลยุทธ์หลี่ตายแทนถาว เป็นกลยุทธ์จากสามก๊ก หมายถึง หากสถานการณ์ของฝ่ายตนอยู่ในสภาวะเสียเปรียบ อาจจะต้องสละบางอย่างเพื่อพลิกตนเองมาเป็นฝ่ายได้เปรียบ อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://th.wikipedia.org/wiki/กลยุทธ์หลี่ตายแทนถาว


ความคิดเห็น