บทที่ ๗: ซางฉานรุ่นที่สอง


หวังกังคนธรรมดาสามัญเป็นนักเล่าเรื่องมานานกว่าครึ่งค่อนชีวิตของเขา ไม่เคยเลยสักครั้งที่เขาจะคิดว่าวันหนึ่ง ความสามารถอันยอดเยี่ยมในการเล่าเรื่องจะทำให้เขาถูกตีจนหมดสติและถูกลักพาตัว


ดังนั้นเมื่อเขาลืมตาขึ้นมาแบบสะลึมสะลือ และพบว่าตนเองถูกมัดมือมัดเท้าอยู่กับเสา มันทำให้เขาอดไม่ได้ที่จะกริ่งเกรงขึ้นมา


“เจ้าฟื้นแล้วหรือ?” เขาพลันได้ยินเสียงของเด็กสาว


หวังกังมองไปยังทิศทางของเสียงนั่น และเห็นใบหน้ารูปไข่ที่สวยสดงดงาม


“คะ คุณหนู ท่านต้องการสิ่งใดอย่างนั้นหรือ?” เขากลืนน้ำลายลงคอ – เด็กสาวที่ยืนอยู่ตรงหน้าเขาอายุไม่น่าเกินสิบห้าหรือสิบหกปี ดวงตาเมล็ดอัลมอนด์กระจ่างใส แก้มยุ้ยสีแดงระเรื่อ แลดูเหมือนเด็กสาวที่ใช้ชีวิตกินดีอยู่ดี ไม่เหมือนผู้ร้ายหรือโจรแม้แต่น้อย!


“ข้าได้ยินมาว่าเจ้าชื่อหวังกัง ข้าขอถาม เจ้าอายุเท่าไหร่? เป็นนักเล่าเรื่องมานานแค่ไหนแล้ว?” เด็กสาวยิ้มตาหยีให้เขา


“ผู้น้อยเพิ่งอายุครบสามสิบปี เล่าเรื่องมานานกว่าสิบปี” หวังกังตอบด้วยอาการตัวสั่นงันงก ถึงแม้ว่าคุณหนูผู้นี้แลดูบริสุทธิ์เป็นอันมาก แต่คนเราไม่อาจตัดสินกันด้วยหน้าตา เขาจำต้องโต้ตอบด้วยความระมัดระวัง


“เล่าเรื่องมาตั้งหลายปี เจ้าต้องมีประสบการณ์และความรู้กว้างขวางแน่” เด็กสาวพยักหน้าเล็กน้อย จากนั้นจึงเอ่ย “เรื่องที่เจ้าเล่าในโรงน้ำชาวันนี้ มันเป็นความจริงมากน้อยเพียงใด?”


หวังกังคิดว่าบางทีนางอาจต้องการข้อมูลจากเขา ดังนั้นจึงรีบตอบ “ทุกอย่างล้วนเป็นความจริง ทุกอย่างล้วนเป็นความจริง”


ทว่าเด็กสาวกลับทำคอตก และทอดถอนใจด้วยเหตุผลบางประการ สีหน้าท่าทางดูเศร้าสลดยิ่งนัก


หวังกังเหมือนพระสูงสองจั้ง มิอาจคลำศีรษะท่าน[1]


“ข้าขอถาม เจ้าเคยเห็นเทพธิดาซางฉานด้วยตาของเจ้าเองหรือไม่?”


เด็กสาวเงยหน้าอย่างรวดเร็วอีกครั้ง นางเริ่มมองเขาด้วยสีหน้าเอาจริงเอาจังและเด็ดเดี่ยวหนักแน่น เสมือนหนึ่งในใจเพิ่งได้ตัดสินใจครั้งใหญ่


“ผู้น้อยไม่เคยเจอนางด้วยตนเอง” หวังกังส่ายหน้า คนอย่างเทพธิดาซางฉาน ย่อมเป็นสหายกับเหล่ายอดฝีมือในยุทธภพ สามัญชนเช่นเขาจะเคยเจอหน้านางได้อย่างไร?


เด็กสาวคล้ายผิดหวังสุดขีด


“... แต่สหายของผู้น้อยเคยเจอนาง!” หวังกังเห็นท่าทางวิญญาณหลุดของนาง ด้วยเกรงว่านางจะไม่สบอารมณ์ แล้วพาลกวัดแกว่งกระบี่ใส่เขา จึงรีบเพิ่มเติมโดยเร็ว “ในหมู่นักเล่าเรื่อง พวกเรามักแบ่งปันสิ่งที่เห็นและได้ยินมา เกี่ยวกับเทพธิดาซางฉาน สิ่งที่ผู้น้อยรู้มีมากมายหลายอย่าง ไม่น้อยเลยทีเดียว!”


เด็กสาวใคร่ครวญครู่หนึ่ง จากนั้นจึงพยักหน้า สีหน้าของนางแสดงออกว่าเห็นด้วย


หวังกังค่อยคลายกังวลขึ้นมาหน่อย เขารู้ว่าชีวิตของตนเองปลอดภัยแล้ว


วันต่อมา เด็กสาวให้เงินหวังกังร้อยตำลึง นี่มันมากกว่าเงินที่เขาหาได้จากการเล่าเรื่องสิบปีเสียอีก ด้วยประการฉะนี้ หวังกังจึงอยู่ข้างกายนางชั่วคราว


เด็กสาวยอมให้หวังกังเรียกนางว่า “นายน้อย” และเขาช่วยนางจัดการเรื่องหยุมหยิมในชีวิตประจำวัน บางครั้งบางคราวก็เล่าเรื่องน่าสนใจในยุทธภพให้นางฟัง นางชอบฟังเรื่องเกี่ยวกับซางฉานเอามากๆ และมักสอบถามเกี่ยวกับข้อมูลอย่างละเอียด อาทิเช่น ทรงผมของซางฉานเป็นแบบไหน สวมใส่เสื้อผ้าสีอะไร นางพูดด้วยน้ำเสียงเช่นไร … และอื่นๆ อีกมากมาย


หวังกังกล่าวว่าซางฉานสวมเสื้อผ้าสีขาว วันถัดมา เด็กสาวเริ่มใส่สีขาว


หวังกังกล่าวว่าซางฉานไม่ชอบปิ่นปักผม ดังนั้นวันต่อมา เด็กสาวเริ่มใช้โบผูกผมดำขลับของตนเอง


หวังกังกล่าว่าซางฉานทานผักมากกว่าเนื้อสัตว์ ด้วยประการฉะนี้ บนโต๊ะอาหารทุกๆ ครึ่งเดือน จึงปรากฏอาหารประเภทเนื้อสัตว์แค่จานเดียวเท่านั้น


หวังกังกล่าวว่าซางฉานไม่เคยใช้อารมณ์ – ทว่าเมื่อใดที่เขาทำให้นายน้อยมีน้ำโห เขาก็ยังถูกตีอยู่ดี


แต่เขาไม่เคยโกรธสักนิด ยามนายน้อยตีเขา นางจะใช้แส้เรียวบางที่มักพันรอบเอวของนาง แล้วค่อยๆ โบยไปที่ผิวหนังของเขา มันทำให้เกร็งกระตุกและชาหน่อยๆ แต่ไม่เจ็บแม้แต่น้อย พอเห็นแก้มของนายน้อยเปลี่ยนเป็นสีแดงเพราะความเดือดดาล บางเวลาหวังกังถึงกับรู้สึกเป็นสุข และหวังเป็นอย่างยิ่งว่านางจะโบยเขาอีก


ไม่ต้องสงสัยเลย นายน้อยของหวังกังก็คือผางวาน เซิ่งกูพรรคไป๋เยว่เห็นว่าหญิงสาวที่ได้รับความนิยมสูงสุดหาใช่ตนเอง แต่เป็นซางฉาน ดังนั้นนางใคร่ครวญและทำการตัดสินใจครั้งใหญ่ – นางจะใช้เวลาห้าปีนี้ เพื่อกลายเป็นซางฉานรุ่นที่สอง


นางไม่มีอะไรเทียบได้กับนางเอกผู้นั้น แต่อย่างน้อยนางก็ได้เปรียบเรื่องอายุ นางยังเยาว์วัย ยังสามารถฝึกฝนและเติบโต หากในอนาคต นางฝึกได้ครบถ้วนสมบูรณ์แบบ บางทีอาจสามารถเอาชนะต้นแบบ และยกระดับขึ้นมาอีกขั้น


คนทั้งสองใช้เวลาในเมืองมากกว่าครึ่งเดือน ในแต่ละวัน ผางวานไม่ทำสิ่งใดนอกจากฝึก "ท่าซางฉาน" อยู่หน้ากระจก หวังกังคิดว่านางคงเป็นสาวกที่เทิดทูนบูชาเทพธิดาซางฉาน ดังนั้นเขาจึงให้ความร่วมมือกับนาง


เขานึกว่าวันเวลาเช่นนี้คงดำเนินต่อไปอีกนาน จนกระทั่งวันฝนตก หวังกังออกไปซื้อเกี๊ยว ทันใดนั้นกลับมีใครคนหนึ่งกีดขวางทางเขาในตรอก


"นายน้อยของเจ้าผู้นั้นชื่ออะไร? อายุเท่าไหร่?"


ใบมีดเป็นประกายทาบอยู่บนลำคอของหวังกัง ชายที่จงใจปิดบังใบหน้าซักถามหวังกังด้วยน้ำเสียงแหบห้าวและดวงตามุ่งร้าย


"ผู้น้อยไม่รู้" หวังกังพยายามสงบสติอารมณ์ ทว่าขาของเขาเริ่มสั่นอย่างช่วยไม่ได้ ใบหน้าของเขามีหยดน้ำไหลลงมา สายตาเริ่มพร่ามัว มิอาจบอกได้ว่าพวกมันคือหยาดน้ำฝน หรือเหงื่อกาฬของเขากันแน่


"เจ้ามีความกล้านักใช่ไหม?" ชายใส่หน้ากากก้าวเท้ามาด้านหน้า ยังผลให้กระบี่เฉือนเข้าไปในผิวหนังของเขา


"ผู้น้อยไม่รู้จริงๆ ไม่รู้จริงๆ! ได้โปรดเมตตาด้วย!" หวังกังร้องตะโกน เสื้อผ้าบริเวณปกเสื้อและหว่างขาเปียกชุ่มไปหมด


ชายใส่หน้ากากแสดงท่าทางประหนึ่งไม่ได้ยินสิ่งใด กระบี่ค่อยๆ เฉือนลึกยิ่งกว่าเดิม หวังกังร้องไห้หนักมาก จนถึงขั้นที่ลมหายใจไม่เพียงพอ ทันใดนั้นด้วยเสียงดัง "อึก!" เขาสำลักเสมหะของตัวเองและหมดสติทันที


ชายใส่หน้ากากตัวแข็งทื่อ เขาเคยเห็นคนขี้ขลาดมาก็มาก แต่ไม่เคยเห็นชายใดที่ตาขาวถึงเพียงนี้ เขาหันกลับไปมองยังชายคาตรอก


"คุณชาย?" เขาส่งเสียงไปในความมืด คล้ายกำลังรอคอยคำสั่ง


ในที่สุดเสียงฝนเปาะแปะก็หยุด จากภายใต้ชายคา รองเท้าสีมรกตอ่อนค่อยๆ ก้าวออกมา มันไม่มีแม้แต่ร่อยรองของดินโคลน หรือแตะถูกน้ำฝนสักนิด สีนั้นสวยงามและละมุนละไมดั่งท้องฟ้าไร้เมฆหลังฝนตก


***

เสียงฝีเท้าดังมาจากด้านหลัง ผางวานโยนกระจกที่อยู่ในมือทิ้ง และรีบเงยหน้ามองไปยังชายที่กำลังเดินเข้ามาใกล้


"ทำไมถึงได้ช้านักเล่า?" น้ำเสียงของนางยังคงหวานเยิ้มเหมือนเด็ก "ข้าแค่ขอให้เจ้าช่วยซื้อเกี๊ยวเท่านั้น ไม่ได้บอกให้นำหมูกลับมาเฉือดเสียหน่อย!"


หวังกังก้มหน้า "ผู้น้อยล่าช้าเกินไป นายน้อยโปรดไว้ชีวิตด้วย"


"ไว้ชีวิต?" ผางวานขมวดคิ้ว ดวงตาของนางเบิกกว้าง และริมฝีปากกระตุก "เกี่ยวกับเรื่องในวันนี้ หากข้าตัดหัวเจ้า แล้วกินแกล้มสุรา โทสะในใจข้าจะบรรเทาลงไหม!"


หวังกังสงบปากสงบคำ หลังของเขาแข็งค้าง ส่วนมือที่ซ่อนอยู่ในแขนเสื้อค่อยๆ กำเป็นหมัดแน่น


"เอามาให้ข้า" นางแบมือขาวผ่องและบอบบางออกมาตรงหน้าเขา


หวังกังเงยหน้าเลิกลั่ก


"เอามา!" ผางวานขมวดคิ้ว พร้อมทั้งทำเสียงสูง กำไลหยกมรกตสองวงบนข้อมือนางกระทบกัน จนเกิดเป็นเสียงกรุ๊งกริ๊ง


"เกี๊ยว! เกี๊ยวของข้า!" นางเตือนเขาแบบมีน้ำโห


ในที่สุดหวังกังก็จำเรื่องเกี๊ยวได้ เขาโค้งร่างกายให้ต่ำยิ่งกว่าเดิม "นายน้อย ได้โปรดไว้ชีวิต! เมื่อกี้ผู้น้อยรีบเกินไปหน่อย ด้วยขาดความระมัดระวังจึงทำมันตกร่องน้ำ!"


ผางวานสั่งให้เขาไปซื้ออาหารตั้งแต่เช้าตรู่ ขณะนี้นางหิ้วท้องรอเขาถึงสองชั่วยามเต็ม เพียงเพื่อได้ยินประโยคนี้ นางเดือดดาลจนระเบิดเป็นเสียงหัวเราะ


"หวังกัง เจ้าช่างยอดเยี่ยมนัก" นางใช้นิ้วมือของตนเองเชยคางหวังกัง และจ้องเขาด้วยรอยยิ้มอ่อนหวานและละมุนละไมที่สุด


หวังกังเห็นนางยิ้มดั่งมวลบุปผชาติ ชั่วขณะนั้น เขาคล้ายตกอยู่ในภวังค์


ทว่าในครู่ต่อมา แส้กลับโบยลงมาบนตัวเขาด้วยเสียงดัง 'เพี้ยะ!'


"อย่าบอกข้าว่าเจ้าไม่รู้ ว่าตัวเองสามารถย้อนกลับไปซื้อหมั่นโถวอีกรอบ?" เขาเงยหน้า และเห็นผางวานกำลังจ้องเขาด้วยสายตาหฤโหด ส่วนในมือกำแส้สีทองแน่น


ร่างของหวังกังสั่นสะท้านวูบหนึ่ง ทว่าเขาไม่ได้เอ่ยคำใด


วันนี้ผางวานออกแรงโบยเท่าเดิม ทว่าหวังกังหาได้แสดงสีหน้า 'เจ็บปวดแต่ก็เป็นสุข' เหมือนเช่นเคย ตรงกันข้าม ใบหน้าของเขาออกจะบูดเบี้ยวเล็กน้อย


"เจ้าป่วยหรือ?" ผางวานรู้สึกประหลาด ดังนั้นจึงยื่นมือออกไปสัมผัสหน้าผากเขา กระนั้นก็ดี หวังกังกลับเบี่ยงตัวหลบ


"เจ้าถูกทิ้งอย่างนั้นหรือ? โดนวางยา? ติดพิษร้ายจากกู่[2]? เจ้าทำท่าประหลาดพิกล!" ผางวางชำเลืองมอง คร้านจะสนใจอาการผิดปกติของเขา จึงสะบัดแขนเสื้อและเดินจากไป


ลงท้ายผางวานก็มาสั่งอาหารเย็นที่ภัตตาคารด้วยตนเอง นางบอกเสี่ยวเอ้อให้นำอาหารขึ้นชื่อมากมายหลายอย่าง พร้อมทั้งสาเกบ๊วยไปส่งให้นางที่ห้องส่วนตัว


".... มิใช่ว่านายน้อยทานมังสวิรัติหรือ?" หวังกังเห็นบนโต๊ะเต็มไปด้วยอาหารจากเนื้อมากมาย จึงอดไม่ได้ที่จะประหลาดใจ


"นายน้อยของเจ้าผู้นี้ วันนี้นางเกือบหิวตาย มิใช่ว่าข้าควรมอบโอกาสเลี้ยงฉลองให้ตนเองหน่อยหรือ?" ผางวานรำคาญที่เขาพูดอะไรไม่พูด ดันมาพูดเรื่องที่นางไม่อยากเอ่ยถึง


หวังกังจึงปิดปากเงียบอย่างว่าง่าย


"นั่ง! กิน!" ผางวานไม่แม้แต่จะชำเลืองมองเขา แค่กล่าวสองคำสั้นๆ แต่ได้ใจความ จากนั้นโยนตะเกียบมาให้เขาคู่หนึ่ง


หวังกังรู้สึกตระหนกตกใจ และได้แต่ยืนนิ่งอยู่กับที่


"ทำไม? เจ้าไม่พอใจข้าอย่างนั้นรึ?" ผางวานเบิกดวงตาเมล็ดอัลมอนด์ของตนเองกว้าง และขบฟันแน่น "เจ้ายังอยากโดนโบยอีกหรือ?"


ในที่สุดหวังกังก็ยอมเคลื่อนก้นมานั่งบนเก้าอี้


ดวงจันทร์ส่องสว่างทั่วท้องฟ้า ทิวทัศน์งดงามประหนึ่งภาพวาด ส่วนพวกเขาสองคนกำลังกินเลี้ยงใหญ่


หลังจากอิ่มหนำสำราญและเมาได้ที่ ผางวานที่ขณะนี้แก้มแดง จู่ๆ ก็คว้าจานดอกบัวและเริ่มลุกขึ้นมาคร่ำครวญความระทมทุกข์ของตนเอง


"หวังกัง เจ้าคิดว่าดอกบัวขาวน่าชมหรือไม่?" นางเรอออกมาเป็นกลิ่นสุรา


หวังกังไม่รู้ถึงความหมายเบื้องลึกที่นางเอ่ยถาม ดังนั้นจึงได้แค่ตอบอย่างระมัดระวัง "ก็ไม่เลว"


ผางวานกราดเกรี้ยวขึ้นมาอีกรอบ แลดูคล้ายไม่ยินยอม ทั้งยังเม้มริมฝีปากตัวเอง "พวกเจ้าล้วนชมชอบดอกบัวขาวกันทั้งนั้นใช่ไหม?


หวังกังเห็นนางโซเซ คาดว่านางอาจจะเมา ด้วยเหตุนี้จึงตอบอย่างสงบนิ่ง "ดอกบัวมักมีลักษณะสะอาดบริสุทธิ์และสูงส่ง ถูกระลอกคลื่นชะล้าง ทว่ากลับไม่มัวเมาในโลกีย์ เกิดแต่ตม แต่ไม่เปื้อนตม ดอกบัวขาวยังถือบัวที่ส่องแสงสุกสกาวท่ามกลางบัวชนิดอื่น แน่นอนว่าไม่มีผู้ใดไม่ชอบมัน"


ไม่คาดคิดว่าพอเขาพูดจบ นางกลับปาจานกระแทกพื้นจนแตกเป็นเสี่ยงๆ


"ทำไม? ทำไม?!" น้ำตาเม็ดโตพลันหลั่งไหลออกมาจากดวงตาของผางวาน ใบหน้าของนางแดงก่ำ จมูกก็แดง ทั้งทั่วร่างแปรเปลี่ยนเป็นสีแดง เหมือนกุ้งสดที่ถูกต้มในน้ำเดือด


"หวังกัง!" จู่ๆ นางก็ตะโกนออกมา ทั้งยังเอื้อมมือมาคว้าแขนเสื้อของเขา หวังกังผวาจนกระเด้งลุกจากเก้าอี้


"หวังกัง!" นางตะโกนอีกรอบ ริมฝีปากของนางเบ้จนไม่อาจเบ้ได้มากกว่านี้อีกแล้ว สีหน้าท่าทางเศร้าโศกและน่าสงสาร


“ทำไมถึงไม่ใช่ข้า? มันควรจะเป็นข้า! ทุกอย่างควรเป็นของข้า! ของข้า!” น้ำตาเสมือนหนึ่งน้ำตกไหลพรั่งพรูไม่ขาดสายบนแก้มของนาง ลงมาตามลำคอ และเปียกเสื้อนางเป็นวงกว้าง “ทำไมข้าไม่ใช่นาง? ทำไมนางไม่ใช่ข้า?”


ยิ่งนางพูดจาเลอะเลือนไร้สาระมากเท่าไหร่ เสียงของนางก็ยิ่งดังมากขึ้นเท่านั้น บางคนที่อยากรู้อยากเห็นถึงกับชะโงกหัวเยี่ยมๆ มองๆ


หวังกังทนไม่ไหวอีกต่อไป และยื่นมือออกไปคว้าคอเสื้อของผางวาน


ผู้ใดจะไปคาดคิด ผางวานกลับฉวยโอกาสคว้าแขนเสื้อเขา นำมันไปสั่งน้ำมูกและเช็ดน้ำตาตัวเอง ส่วนปากก็พึมพำไม่ยอมหยุด “หวังกัง นายน้อยของเจ้าผู้นี้ ข้าขมขื่นยิ่งนัก! ชอกช้ำเหลือคณา!”


หวังกังจ้องแขนเสื้อโสโครกของตนเอง เขากัดฟันด้วยความเคียดแค้น และกล่าวเตือนนาง “นายน้อย พวกเรากลับกันก่อนแล้วค่อยคุย ...”


ทว่าผางวานกลับส่ายหน้าซ้ำไปซ้ำมา “เปล่าประโยชน์! กลับไปก็ไม่มีประโยชน์! ความขมขื่นในหัวใจของข้า พวกเจ้าล้วนไม่เข้าใจ ...”


หวังกังสุดที่จะทนได้ เขายกฝ่ามือและกระแทกลงบนศีรษะของนาง จากนั้นแบกผางวานที่หมดสติออกจากภัตตาคาร

__________
[1] พระสูงสองจั้ง มิอาจคลำศีรษะท่าน 丈二和尚摸不着头脑 เป็นการอุปมาว่าไม่รู้ ไม่เข้าใจว่าเป็นมาอย่างไร หรือเกิดขึ้นอย่างไร หรือจะทำอย่างไร
[2] ติดพิษร้ายจากกู่ คำว่า กู่ 蛊 ตามนิยายกำลังภายในคือไสยเวทย์ดำแขนงหนึ่ง การทำกู่คือเอาแมลงพิษหลายๆ ชนิดมาใส่รวมกัน แล้วให้สัตว์เหล่านั้นฆ่าหรือกินกันเอง ตัวสุดท้ายที่เหลืออยู่ก็คือกู่นั่นเอง กู่สามารถใช้ทำเป็นยาพิษ ยาเสน่ห์ หรือยาสั่งให้ตกเป็นทาสรับใช้ก็ได้


ความคิดเห็น