บทที่ ๒๗: เหมือนว่าสหายเก่าจะมา


สองวันผ่านไปเพียงพริบตา สวีหรงส่งข้อความกลับผ่านทางนกพิราบ: ถังเฟยเฟิ่งอยู่ที่มณฑลซื่อชวน นางต้องลงแส้ม้าเร็วเป็นเวลาเจ็ดวันเจ็ดคืน กว่าจะถึงเมืองหลวง


ส่วนติงฮว๋ายหลี่เร่งรุดไปหุบเขาราชันย์โอสถด้วยม้าฝีเท้าดี ทว่าจนกระทั่งบัดนี้ ยังไม่มีข้อความใดส่งกลับมา


ผางวานใช้ทุกวิถีทางที่นางรู้เพื่อควบคุมพิษในร่างไป่เสี่ยวเซิง แต่น่าเศร้าที่มันไม่ได้ผล -- พิษของไป่เสี่ยวเซิงซับซ้อนเกินไป อีกทั้งอานุภาพของมันก็รุนแรงสุดขีด หากไม่ใช่เพราะมียาพิชิตพลัง และกำลังภายในอันแข็งแกร่งของกู้ซีจูค่อยพยุง เกรงว่าเขาคงสิ้นชีพนานแล้ว


"ขอโทษ" ผางวานถอนหายใจอีกรอบ นางไม่ได้ปิดดวงตาเป็นเวลาสองคืน รอยดำรอบดวงตาของนางเกือบเหมือนแพนด้า


กู้ซีจูใบหน้าไร้ความรู้สึก เขาจ้องคนบนเตียงที่ได้เข้าสู่สภาพของคนแสร้งตาย ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความหดหู่เศร้าหมอง เขาไม่ได้นอน ไม่ได้พักผ่อนสองวันสองคืนแล้วเช่นกัน บริเวณคางของเขาเริ่มมีหนวดอ่อนจาง ถึงแม้ว่าเขายังแลดูหล่อเหลาและมีเสน่ห์ ทว่าคล้ายเขาอายุมากขึ้นหลายปีเพียงช่วงข้ามคืน


ผางวานไม่อาจทนเห็นกู้ซีจูเป็นแบบนี้จริงๆ -- ในใจของนาง เขามักเป็นยอดคนผู้ล้ำเลิศ บุคคลที่สามารถสั่งเมฆฝน และมองเรื่องราวต่างๆ ในยุทธภพด้วยรอยยิ้ม เขามีวันที่สับสนวุ่นวายจนทำอะไรไม่ถูกเช่นนี้ได้อย่างไร?


"ท่านผู้นำ ไปพักผ่อนเถิด ข้าจะคิดหาวิธีเอง!" นางเกลี้ยกล่อมเบาๆ เอื้อมมือไปดันร่างกายแข็งแกร่งดั่งเหล็กของเขา


กู้ซีจูหันกลับมามองนาง นัยน์ตาประหนึ่งดวงดาวเย็นเยือก "ข้าควรถ่ายเทกำลังภายในให้เขามากกว่านี้หรือไม่?"


"ไม่ว่าท่านจะถ่ายเทให้เขามากขนาดไหนก็เปล่าประโยชน์!" ผางวานกล่าวอย่างเศร้าโศก "เวลานี้ พวกเราสามารถทำได้แค่รักษาลมหายใจสุดท้ายของเขา ไม่ว่าท่านจะถ่ายเทกำลังภายในมากมายเพียงใด มันจะถูกพิษกัดกินทั้งหมด ก็เหมือนกับกำลังโยนเนื้อให้สุนัข -- ให้ไปแล้วก็หายลับ!"


พอได้ยินสิ่งนี้ กู้ซีจูขมวดคิ้วเป็นปมแน่น ผางวานเห็นเขาดื้อดึง จึงยกมือเพื่อคลึงหว่างคิ้วเขาโดยไม่รู้ตัว ราวกับต้องการนวดรอยย่นที่สุมกัน


กลิ่นหอมอ่อนจางและสัมผัสประเล้าประโลมบนใบหน้า ทำให้กู้ซีจูตะลึงงันอย่างช่วยไม่ได้


"เร็วเข้า รีบไปนอน! ระวังเถอะ หากท่านกลายเป็นตาแก่น่าเกลียด เทพธิดาซางฉานจะไม่ต้องการท่านอีกต่อไป!"


ผางวานแค่คลึงหว่างคิ้วเขาสองครั้ง จากนั้นรั้งมือตัวเองกลับอย่างขมขื่นและหาว "ข้า ... ฮ้าววว ... จะหาวิธีอีกรอบ" น้ำตาไหลลงมาจากดวงตาแดงก่ำของนาง


เห็นนางพยายามฝืนตัวเอง ทั้งๆ ที่เหนื่อยล้าอย่างชัดเจน แววตาของกู้ซีจูเผยให้เห็นความอ่อนโยนที่ยากจะสังเกตเห็น


"ได้ พักผ่อน" เขาพยักหน้า มือใหญ่เคลื่อนไปด้านหลังนางอย่างเงียบกริบ และสกัดจุดนางเบาๆ


ผางวานพลันร่วงสู่อ้อมแขนเขาโดยไร้สุ้มเสียง ประหนึ่งตุ๊กตาดินเผามึนเมา


"เจ้าควรนอนพัก" เขาถอนหายใจด้วยความสงสาร จากนั้นอุ้มตัวนางเดินออกจากห้องด้วยความระมัดระวังอย่างยิ่ง


ด้านนอก สาวใช้ A และสาวใช้ B ที่เห็นฉากนี้ คนหนึ่งทำคางร่วง ส่วนอีกคนโยนลูกตาทิ้ง


ยังมีสาวใช้ C อีกคน นางแทบไม่อยากเชื่อสายตาตัวเอง ถึงขนาดฉีกผ้าเช็ดหน้าในมือจนกลายเป็นบะหมี่โดยไม่รู้ตัว


ตอนผางวานตื่น ก็เป็นเวลาเที่ยงของวันถัดมา นางหลับสนิท ไม่แม้แต่ฝันสักนิดเดียว นางบิดขี้เกียจโดยไม่รีบร้อน และตอนนั้นเอง นางพลันนึกถึงไป่เสี่ยวเซิงที่ถูกพิษ นางรีบวิ่งออกจากห้องจนเกือบคะมำลงพื้น


"แม่นางวานวานตื่นแล้วหรือ?" สาวใช้หน้ากลมเห็นนางที่ประตู สีหน้าท่าทางดีอกดีใจ


ไม่คาดคิด นอนแค่ตื่นเดียว สถานะของนางจะเลื่อนขั้นอย่างกะทันหัน ผางวานแลบลิ้น "ท่านกุนซือเป็นอย่างไรบ้าง? ตอนนี้ท่านผู้นำอยู่ที่ไหน?"


สาวใช้หน้ากลมปลาบปลื้มยินดีเป็นที่สุด "เมื่อคืนท่านติงนำตัวท่านหมอเทวดากลับมา ท่านหมอสามารถควบคุมอาการของท่านกุนซือได้แล้ว ท่านผู้นำอารมณ์ดีมาก เวลานี้กำลังอยู่กับท่านหมอ!"


ผางวานพลันรู้สึกเหมือนหินก้อนใหญ่บนหน้าอกได้ตกลงบนพื้น


"ข้าจะไปดูท่านกุนซือ" นางวิ่งอย่างมีพลังไปยังห้องของไป่เสี่ยวเซิง


ขณะนี้ในห้องของไป่เสี่ยวเซิงมีคนเพิ่มอีกสองคน: ติงฮว๋ายหลี่และชายหนุ่มชุดดำ ติงฮว๋ายหลี่เคยพบผางวานมาก่อน บัดนี้เห็นนางวิ่งเข้ามาด้วยอาการตื่นเต้นดีใจ จึงพยักหน้าให้นาง "แม่นางวานวาน"


ชายหนุ่มชุดดำนั่งอยู่ข้างเตียงไป่เสี่ยวเซิง กำลังรักษาเขาด้วยการฝังเข็ม ตำแหน่งของเขาบังเอิญนั่งหันหลังให้ผางวาน พอได้ยินติงฮว๋ายหลี่ทักทายนาง ไหล่ของเขาไหววูบทีหนึ่ง จากนั้นไม่มีอาการใดอีก


"อาการท่านกุนซือดีขึ้นหรือยัง?" ผางวานมองกู้ซีจูด้วยความหวัง ตั้งตารอคอยข่าวดีจากปากของเขา


"พิษร้ายถูกยับยั้งแล้ว" กู้ซีจูมองใบหน้ายิ้มแย้มดั่งดอกไม้บานของนางแวบหนึ่ง จากนั้นยกยิ้มมุมปาก "ท่านหมอเทวดากล่าวว่าเป็นเพราะยาพิชิตพลังของเจ้า ทำให้สามารถยื้อชีวิตเขาถึงสามวัน"


ผางวานยิ้มและลูบผมตัวเอง "แค่เรื่องง่ายๆ เท่ากับการยกมือ อย่าได้เกรงใจ"


ไหล่ของชายชุดดำสั่นสะท้านนิดหน่อยอีกครา ทว่าการเคลื่อนไหวของเขาเล็กน้อยจนไม่มีผู้ใดสังเกตเห็น


"ท่านหมอรู้หรือไม่ว่าท่านกุนซือถูกพิษชนิดไหน? ท่านมีวิธีถอนพิษทั้งหมดหรือไม่?" ผางวานสงสัยใคร่รู้ ว่าหน้าตาของหมอเทวดาแห่งหุบเขาราชันย์โอสถผู้นี้เป็นเช่นไร จิตใต้สำนึกสั่งให้นางโน้มตัวไปข้างหน้าเพื่อดูหน้าเขา


"ในร่างเขามีพิษสามชนิดคือ 'วิญญาณน้ำแข็ง' 'ตะขาบหิน' และ 'กล้วยไม้ดำ' ข้าได้ยับยั้งพิษร้ายแล้ว การจะถอนพิษโดยสมบูรณ์ต้องใช้เวลาสามเดือน" ชายหนุ่มชุดดำตอบอย่างเย็นชา และหันกลับมาเพื่อมองผางวานโดยตรง


เห็นเขาหันหน้ามาอย่างกะทันหัน ผางวานสะดุ้งตกใจเล็กน้อย นางมองใบหน้างดงามทว่าไม่คุ้นตาของฝ่ายตรงข้าม และยิ้มเอียงอายโดยไม่รู้ตัว "ท่านหมอมีความสามารถเป็นเลิศ"


ชายหนุ่มชุดดำมิได้เอ่ยคำใด เขาหันหน้ากลับ และฝังเข็มให้ไป่เสี่ยวเซิงต่อ


ผางวานจ้องทุกการเคลื่อนไหวของเขา แล้วกะพริบตาอย่างค้างคาใจ เมื่อสายตากวาดผ่านใบหูของชายหนุ่ม ผางวานตื่นตระหนก


ครึ่งชั่วยามผ่านไปอย่างรวดเร็ว สีน้ำเงินบนใบหน้าของไป่เสี่ยวเซิงจางหายทีละน้อย ชายหนุ่มฝังเข็มเสร็จสิ้น เขาลุกขึ้นยืน และเอ่ยขอตัว


กู้ซีจูกล่าวขอบคุณเขาต่างๆ นาๆ ทั้งยังสั่งให้สาวใช้นำแขกผู้สูงศักดิ์ไปยังห้องรับรองซึ่งดีที่สุด ชายหนุ่มชุดดำแสดงให้เห็นว่าไม่ต่ำต้อยไม่สูงส่ง ไม่เห็นพ้อง แต่ก็ไม่เมินเฉย


ผางวานยืนอยู่ด้านหลังเขา นางขบริมฝีปากแน่น


หลังจากจัดการธุระเรื่องท่านหมอเทวดาแห่งหุบเขาราชันย์โอสถเป็นที่เรียบร้อย กู้ซีจูกับติงฮว๋ายหลี่คล้ายเหน็ดเหนื่อย พวกเขาขอตัวกลับห้องของตนเพื่อพักผ่อน


ผางวานนั่งจ้องไป่เสี่ยวเซิงอย่างว่างเปล่าอยู่ภายในห้องสักพักหนึ่ง สุดท้าย นางแอบออกไปเงียบๆ


นางเดินไปทางห้องของแขกผู้สูงศักดิ์


ขณะนี้เป็นเวลาพลบค่ำ ดวงอาทิตย์สีเลือดแขวนอยู่กลางไหล่เขาพอดี ชายหนุ่มชุดดำผู้นั้นยืนอยู่ในสวน ไม่รู้ว่าทำไมจึงมองไปยังที่ห่างไกล คล้ายตกอยู่ในภวังค์ แสงสายัณห์สะท้อนภาพด้านหลังเขาเป็นทางหมึกสีเข้ม


ผางวานเดินเข้าใกล้เขา และเรียกเบาๆ ราวเกรงกลัวจะทำให้เขาตกใจ


"พี่ชายหนานอี๋?"


ชายหนุ่มชุดดำหันหน้ามาทางนาง หลังจากได้ยินเสียงเรียก


นัยน์ตาสี่ดวงสบประสาน ดวงตาดำมืดของเขาคู่นั้นที่อหังการและไม่อาจเอื้อมถึง เผยให้เห็นความหนาวเย็นไปถึงกระดูก


"พี่ชายหนานอี๋ ท่านมาที่นี่ได้อย่างไร?"


ผางวานเดินอย่างระมัดระวังหาเขาอีกสองก้าว จากนั้นหยุดนิ่ง


เนื่องจากสิ่งที่เรียกว่า "ความกลัว" นางจึงรักษาระยะปลอดภัยจากหนานอี๋โดยไม่รู้ตัว -- หลังจากถูกใครสักคนไล่ล่าถึงห้าปี ร่างกายของนางย่อมเกิดปฏิกิริยาต่อต้าน


"ทำไมข้าจะมาที่นี่ไม่ได้?" หนานอี๋จ้องนาง แล้วค่อยๆ ยกยิ้มมุมปาก


"ข้า ข้าหมายความว่า พี่ชายหนานอี๋กลายเป็นคนของหุบเขาราชันย์โอสถได้อย่างไร?" ผางวานค่อนข้างตระหนก "แถมท่านยังปลอมแปลงใบหน้า"


เป็นเพราะถูกเขารังแกตั้งแต่เด็ก ถึงแม้เวลานี้หนานอี๋จะมีใบหน้าปลอม ทว่าภายใต้บรรยากาศจองหองของเขา อาการตื่นเต้นประหม่าของผางวานแทบสะท้อนออกมาอย่างฉับพลันโดยไม่มีการลังเลสักนิด


"เจ้ามอบยาแก้พิษให้ไป่เสี่ยวเซิง?" หนานอี๋เมินคำถามนาง สายตาของเขาเฉียบคม จนแทบแทงทะลุเข้าไปในหัวใจนาง


"คือ ..." ผางวานขมวดคิ้วเป็นปม "สถานการณ์เร่งด่วน ..."


หนานอี๋หัวเราะเยาะ น้ำเสียงเหน็บแนม "ข้าไม่ยักรู้ว่ายาน้ำค้างหยกใจกระจ่างของท่านพ่อ ได้เปลี่ยนชื่อเป็นยาพิชิตพลัง!"


ผางวานทั้งอายทั้งกลัว จึงหดคออย่างไร้ความกล้า


พรรคไป๋เยว่ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ตอนใต้ จึงมีความชำนาญด้านเก็บสมุนไพรทำยาพิษ เพื่อป้องกันสมาชิกพรรคจากเหตุการณ์ถูกพิษโดยไม่ตั้งใจ และไม่สามารถกลับมารักษาได้ทันท่วงที ดังนั้นท่านประมุขจึงคิดค้นยาที่สามารถชะลอพิษร้ายโดยเฉพาะ ยานี้คือยาน้ำค้างหยกใจกระจ่าง ซึ่งเป็นยาล้ำค่ายิ่ง โดยปกติประมุขพรรคจะเป็นคนเก็บยาชนิดนี้ไว้เอง และไม่เคยเปิดเผยส่วนผสมแก่ผู้ใด แม้แต่ผางวาน บุคคลที่มีตำแหน่งสูงเดินทางออกจากพรรค ท่านประมุขก็มอบยานี้ให้นางแค่สามเม็ดเท่านั้น


"ตอนนั้น ข้าไม่กล้าบอกชื่อจริงของมัน เลยได้แต่คิดขึ้นมา ..." ผางวานหน้าม่อยคอตก นางโกหกเพราะไม่ต้องการเปิดเผยตัวตนแท้จริง ไม่คาดคิดว่าหนานอี๋จะโมโหถึงเพียงนี้ เขาแสดงออกชัดว่าไม่พอใจชื่อปลอมของยา"


"นี่เป็นตัวยาล้ำค่า เจ้ามอบให้ผู้อื่นง่ายๆ ได้อย่างไร!" หนานอี๋ขัดคำพูดนางด้วยอาการกราดเกรี้ยว ดวงตาดำมืดลุกไหม้ไปด้วยเปลวเพลิง


ผางวานชะงัก แล้วคิดทบทวน ถ้าเช่นนั้นเขาก็โมโหที่ข้าไม่เห็นค่าของยา นางเม้มปากด้วยความขมขื่น "ข้าเข้าใจแล้ว ต่อไปไม่กล้าทำอีกเด็ดขาด"


หนานอี๋จ้องหน้านาง และไม่เอ่ยคำใดอีก


อาจเพราะจู่ๆ ใบหน้าของหนานอี๋กลายเป็นคนแปลกหน้า ดังนั้นในสายตาของผางวาน พลังโจมตีของเขาจึงลดฮวบ ผางวานจ้องใบหน้าปราชญ์อันงดงาม และขาวสะอาดหมดจดที่อยู่ตรงหน้า ชั่วขณะนั้น นางห้ามใจไม่ไหว เอื้อมมือออกไปสัมผัสมัน


-- เฮ่อชิงหลูกล่าวว่า ใบหน้าปลอมจะเย็น ไม่มีอุณหภูมิ นางแค่อยากทดสอบดูหน่อย


ผางวานหลงลืมไปว่าผู้ที่อยู่ตรงหน้าคือวายร้ายที่นางคอยหลบเลี่ยงตั้งแต่ยังเด็ก พอได้สติ มือของนางก็อยู่บนแก้มเขาเสียแล้ว


"เจ้าคิดจะทำอะไร?" หนานอี๋ช้อนสายตาเย็นชาและไร้ความรู้สึก จ้องเขม็งมาที่นาง


ผางวานตื่นตระหนก รีบรั้งมือกลับและยืนตัวตรง ใบหูของนางแดงเถือก


"ไม่มีอะไร ไม่มีอะไร!" นางส่ายหน้าด้วยอาการแตกตื่น จากนั้นก้มหน้าต่ำยิ่งกว่าเดิม "ข้าแค่สงสัยหน้ากากของท่าน!"


-- เฮ่อชิงหลูไม่ได้โกหกนาง ใบหน้าของหนานอี๋เวลานี้เย็นเหมือนน้ำแข็งจริงๆ


"ข้าทำมันขึ้นมาด้วยตนเอง" หนานอี๋มองนางอย่างเมินเฉย "สองปีก่อน ตอนข้าออกจากพรรคเพื่อหาประสบการณ์ ข้าได้กราบยอดฝีมือด้านปลอมแปลงผู้หนึ่งเป็นอาจารย์ของข้า"


ผางวานจ้องหน้ากากอันประณีตของเขา อดไม่ได้ที่จะแสดงสีหน้าอิจฉา “หากข้าสามารถเรียนวิชาปลอมแปลงได้บ้าง มันคงเยี่ยมมาก” ถ้าเป็นเช่นนั้น นางก็ไม่จำเป็นต้องใส่ใจมองสีหน้าของคุณชายเฮ่ออีกต่อไป


หนานอี๋หัวเราะ และทำเสียงเย้ยหยันใส่นาง: “เจ้าต้องการเรียน? เจ้าสามารถเรียนได้ดีหรือ? ดูตัวเจ้าซะก่อน นับแต่ออกจากพรรคมาครึ่งปี เจ้าประสบความสำเร็จอะไรบ้าง? เจ้ารู้แล้วหรือว่าป้ายหยกอาญาสิทธิ์อยู่ที่ไหน? อีกสิบห้าวัน เจ้าจะอายุครบสิบหกปี เจ้าได้สังหารความบริสุทธิ์
(ฆ่าคนเป็นครั้งแรก) แล้วหรือยัง? เจ้าก็แค่ทำให้ท่านพ่อต้องเสียหน้า!”


ผางวานที่จู่ๆ ถูกเขาโจมตีเป็นชุดแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย ได้แต่นิ่งเงียบเหมือนคนใบ้


-- เป็นเช่นนั้นจริงๆ เหมือนอย่างที่หนานอี๋กล่าว หลังเดินทางออกจากพรรค นางหมกมุ่นอยู่กับการเปลี่ยนแปลงตัวเองเป็นดอกบัวขาว ไม่เคยสังเกตว่าเวลาผ่านไปเร็วขนาดไหน เขา นายน้อยแห่งพรรคมาร ออกจากพรรคแค่ครึ่งปี ก็เชี่ยวชาญวิชาปลอมแปลง ทั้งยังตัดศีรษะสองเจ้าสำนัก ครึ่งปีมานี้นางร่ำเรียนอะไรบ้าง? นางไม่สามารถกลับไป และบอกท่านประมุขว่านางได้เรียนวิธียั่วยวนผู้ชาย ใช่ไหม?


“ข้า ...” ความละอายผุดขึ้นมาในใจนาง นางผลาญเงินของพรรคเปล่าๆ


“ไม่มีดีสักอย่าง!” เช่นเดียวกับในอดีตนับครั้งไม่ถ้วนที่เขาให้ร้ายนางสำเร็จ หนานอี๋สรุปห้าคำนี้โดยไม่นำพา


ผางวานไม่มีอารมณ์ทะเลาะวิวาทกับเขา นางขบคิดอย่างเวียนหัวตาลาย: ว่าไงนะ? อีกสิบห้าวัน นางจะอายุครบสิบหกปีเต็ม? ในพรรคไป๋เยว่ หากไม่สังหารความบริสุทธิ์ นั่นแฝงความหมายว่ายังไม่โตเป็นผู้ใหญ่อย่างแท้จริง ไม่สามารถกลายเป็นเซิ่งกูได้แน่ๆ นางจะไปหาศีรษะพรรคฝ่ายธรรมะ เพื่อเอามาแขวนประตูจากที่ไหน?


ยิ่งนางครุ่นคิดมากเท่าไหร่ สีหน้านางก็ยิ่งหมองมัวมากขึ้นเท่านั้น


“ถึงแม้การมีคนอย่างเจ้าเป็นศิษย์น้องร่วมสำนักจะเป็นเรื่องน่าขายหน้า แต่ข้าได้เตรียมของขวัญเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ให้เจ้าแล้ว”


มองใบหน้าของนางที่สับเปลี่ยนอารมณ์ไปมา หนานอี๋เลิกคิ้วเล็กน้อย


“โอ้ ขอบคุณมาก” ผางวานแสดงความรู้สึกขอบคุณแบบผ่านๆ


หนานอี๋ผู้นี้ไม่เคยมอบของดีให้นางสักอย่าง ของขวัญปีก่อนๆ หากไม่ได้ซ่อนยาพิษ ก็จะมีอาวุธซ่อนอยู่ อารมณ์คาดหวังของนางได้สลายไปตั้งนานแล้ว


“เจ้าจะไม่ถามหน่อยหรือว่าเป็นสิ่งใด?” หนานอี๋เห็นนางไม่แสดงอาการแปลกใจและดีใจ จึงกังขาเล็กน้อย


“อะไรหรือ?” ผางวานสูดลมหายใจลึก พยายามบีบรอยยิ้มของการเฝ้ารอ


“สามวันก่อน ข้าตัดศีรษะซือไท่เมี่ยวเจิน และส่งกลับไปในนามของเจ้า” หนานอี๋มองหน้านาง สีหน้าค่อนข้างลำพองและเจ้าเล่ห์ “เวลานี้ทุกคนในยุทธภพต่างรู้ว่าเซิ่งกูพรรคไป๋เยว่ ได้สังหารเจ้าสำนักง้อไบ๊ และศีรษะนั่นได้แขวนอยู่ตรงประตูเพื่อเปิดเผยต่อหน้าธารกำนัล เจ้าพูดมาสิ ของขวัญชิ้นนี้ดีหรือไม่?”


พระอาทิตย์ตกดินสีเลือดเปล่งแสงกระทบใบหน้าของชายหนุ่ม ไม่รู้ว่าเป็นภาพหลอกหรือไม่ แต่นางสัมผัสได้ว่านัยน์ตาของเขาสื่อความนัย ‘ชมข้า’


เครื่องหน้าของผางวานพลันบิดเบี้ยว


ครู่ต่อมา นางพยายามทำใบหน้าให้กลับคืนสู่สภาพปกติอีกครั้งโดยไม่มีทางเลี่ยง


"ข้า ... ท่าน ... นาง ..." นางตกอยู่ในอาการเสียสติเล็กน้อย จึงไม่รู้ว่าควรแสดงสีหน้าเช่นไร


หนานอี๋เห็นนางไม่ทำตัวดีอกดีใจเหมือนที่เขาคาดหวัง ยังผลให้คิ้วของเขาขมวดมุ่น ส่วนน้ำเสียงก็แข็งขึ้นอีกสามส่วน "อย่าแม้แต่จะคิด ว่าข้าจะช่วยเจ้าสังหารเจ้าสำนักอีกคน! อย่างที่ข้าเคยบอก ความสำเร็จของเจ้าไม่อาจอยู่เหนือของข้า!"


ผางวานสะดุ้งตื่นเพราะท่าทางเฉียบขาดของเขา นางรีบกลืนน้ำลาย แล้วเรียบเรียงคำพูด: "... ข้าไม่ได้หมายความแบบนั้น"


"เช่นนั้น เจ้าหมายความว่าอย่างไร?" หนานอี๋ถลึงตาใส่นางอย่างดุร้ายประหนึ่งสัตว์ป่า "ด้วยความสามารถระดับแมวสามขาของเจ้า เจ้าคิดว่าตัวเองสามารถสังหารกู้ ..."


"ไอ๊หยา!!" ผางวานกระโดดไปข้างหน้า และรีบเอามือปิดปากเขา


"อย่าพูด อย่าพูดสิ่งนี้!" มือทั้งสองข้างของนางปิดใบหน้าหนานอี๋แน่น นางกระทืบเท้า ทั้งยังกระโดดขึ้นลง "ได้โปรด ข้าขอร้องท่าน"


สีหน้าของหนานอี๋แข็งทื่อ และไม่ได้กล่าวคำใดอีก แค่จ้องหน้านางด้วยดวงตาเจิดจ้าราวคบไฟ


ผางวานตรวจสอบครั้งแล้วครั้งเล่า จนแน่ใจว่าเขาไม่คิดเปิดปาก จากนั้นจึงปล่อยมือตนเอง นางสูดลมหายใจเฮือกใหญ่ -- ช่วงเวลาอกสั่นขวัญแขวนนี้ ทำเอานางเหงื่อแตกไปหมด


"พี่ชายหนานอี๋ ขอเวลาข้าอีกหน่อย ข้าจะต้องนำป้ายหยกอาญาสิทธิ์กลับไปให้ได้ ตกลงนะ?" นางมองหนานอี๋ด้วยความกระวนกระวายใจ ใบหน้าซีดเผือดของนางเต็มไปด้วยท่าทางอ้อนวอน "ไม่ใช่ว่าท่านอาประมุขพรรคตกลงให้เวลาข้าสองปีหรอกหรือ?"


หนานอี๋ชำเลืองมองนาง และกล่าววาจาด้วยน้ำเสียงดูแคลน: "เจ้า? ต่อให้สองร้อยปีก็ไม่พอ"


ผางวานไม่พอใจที่เขาดูถูกนางเช่นนี้ ดังนั้นจึงประกาศอย่างฉุนเฉียว: "จะนำมันกลับไปได้หรือไม่ เป็นเรื่องของข้า! หากข้าไม่สามารถบรรลุภารกิจ ท่านประมุขอยากลงโทษข้าอย่างไรก็ตามใจ!"


หนานอี๋เห็นนางมีท่าทางทุ่มสุดตัว จึงทำเสียงเยาะ และไม่พูดอะไรอีก


เหลือบมองชายหนุ่มที่นิสัยใจคอเย็นชา แถมหัวใจยังเยือกเย็น ผางวานคิด ไม่ว่าอย่างไรเขาก็ช่วยนางเอาไว้มาก (ถึงแม้ว่าผลลัพธ์จะแย่มากก็ตาม) หัวใจของนางอ่อนยวบ จึงเป็นฝ่ายเคลื่อนไหวก่อน นางดึงแขนเสื้อหนานอี๋


"พี่ชายหนานอี๋ พี่สะใภ้สบายดีหรือไม่? ชีวิตแต่งงานใหม่หวานชื่นดีหรือเปล่า?" นางยิ้มยิงฟัน พยายามประจบเขา


ทันทีที่นางพูดจบ อุณหภูมิรอบตัวพวกเขาพลันลดฮวบ อากาศหนาวเหน็บจนกลายเป็นน้ำแข็ง ร่างกายของหนานอี๋แข็งทื่อในช่วงอึดใจ ดวงตาของเขาแปรเปลี่ยนเป็นโหดเหี้ยมแดงก่ำ


"เจ้าไม่มีพี่สะใภ้"


เขาหายใจหนักหน่วง และกล่าวคำพูดผ่านลำคอแห้งผากอย่างยากลำบาก


"เกิดอะไรขึ้น?" ผางวานมองเขาด้วยความตระหนก ในใจเต็มไปด้วยลางร้าย


"พิธีแต่งงาน ... ไม่ได้จัดตามกำหนด"


หยดเหงื่อขนาดเท่าเม็ดถั่วไหลลงมาจากขมับเขา เส้นเลือดบนหน้าผากหนานอี๋เริ่มกระตุก


"เพราะว่า ... เหมยอู่ตาย"


เขาพึมพำขณะปิดดวงตา สีหน้าเจ็บปวดรวดร้าว จวนเจียนจะบ้าคลั่ง



ความคิดเห็น