บทที่ ๑: อายุยังไม่เท่าไหร่ก็มีรูปโฉมเช่นนี้แล้ว


ผางวานนั่งจ้องอยู่หน้ากระจกเงาและตกอยู่ในภวังค์


ภาพที่สะท้อนออกมาเป็นของเด็กสาวผู้งดงามเปล่งปลั่ง ดวงหน้ารูปไข่หมดจดและกระจ่างใส คิ้วโค้งเรียวดั่งภูเขา นัยน์ตาดำสนิทแลดูมีไหวพริบ ส่วนแก้มก็แดงระเรื่อราวปัดสีทาแก้ม นางมีปากกระจุ๋มกระจิ๋มพร้อมกับลักยิ้มทั้งสองข้าง


"... อายุยังไม่เท่าไหร่ข้าก็มีรูปโฉมเช่นนี้ ภายภาคหน้าจะมีวีรบุรุษมากมายขนาดไหนที่ต้องต่อสู้เพื่อเจ้า?"


เมื่อคิดถึงอนาคตที่ใกล้เข้ามา เด็กสาวรู้สึกเป็นกังวลเล็กน้อย กระนั้นนางมิได้ทำสิ่งใดนอกจากทอดถอนใจอย่างวิตก


"วานวาน อ่า วานวาน ทำไมเจ้าถึงได้เกิดมางดงามทำลายล้างเยี่ยงนี้?" เด็กสาวตำหนิภาพสะท้อนในกระจก และกัดริมฝีปากตนเอง


"ความงามคือบ่อกำเนิดของหายนะ บ่อกำเนิดของหายนะก็คือความงาม!"


เด็กสาวเอามือกุมแก้มตัวเอง ปากของนางโค้งขึ้นพร้อมกับน้ำตาที่รินไหลจากดวงตา สีหน้าของนางประหลาดเป็นอันมาก – มันเศร้าหมอง ทว่าก็ยังสุขใจเหลือทน ความรู้สึกสุดขั้วทั้งสองนี้ปรากฏซ้ำไปซ้ำมา สีหน้าของนางแปรเปลี่ยนผสมผสานกัน ทำให้ยากจะคาดเดาอารมณ์ที่แท้จริงของนาง


ศิษย์พรรคมารที่เห็นว่ากำลังเกิดสิ่งใดภายในเรือนเซิ่งซิน[1]ต่างพากันตัวสั่นโดยไม่รู้ตัว


“บัดซบ! ใครหน้าไหนมันเอากระจกต้องคำสาปไปวางไว้ในห้องเซิ่งกู[2]? อาการป่วยของนางกำเริบอีกแล้ว!” ศิษย์ A สบถภายใต้ลมหายใจของตนเอง


“ว่าไงนะ เซิ่งกูยังนั่งจ้องกระจกอยู่อีกหรือ? นางเอาแต่จ้องมันมาหนึ่งชั่วยามเต็ม! อย่าบอกข้าว่านางไม่ต้องกินหรือฝึกวรยุทธ์เลยเหรอ?” ศิษย์ C เปิดปากสว่างของตนเอง


เขาเข้าร่วมพรรคมาเป็นเวลาหนึ่งเดือนแล้ว และได้แต่ดูแลเรื่องกวาดพื้น จึงยังไม่ค่อยเข้าใจเรื่องราวสักเท่าไร


“ข้าจะบอกให้เจ้าฟัง เซิ่งกูของพวกเรายอดเยี่ยมมาก ทว่านางมีนิสัยประหลาดเล็กน้อย ...” ศิษย์ B รวบตัวทุกคน และขยิบตาให้พวกเขา


“อาการป่วยของเซิ่งกูกำเริบ”


“พรึบ!” กระจกถูกใครบางคนฉวยเอาไปด้วยความเร็วสายฟ้า ไม่สามารถมองเห็นหญิงสาวผู้งดงามอีกต่อไป ผางวานเงยหน้าด้วยท่าทางกระฟัดกระเฟียด และพบกับดวงตาสงบนิ่งคู่หนึ่ง


“หรง หรงกูกู[3]”


ท่าทางน่าคร้ามเกรงของนางพลันหายวับอย่างรวดเร็ว


“หรงเอ๋อร์เคยบอกเซิ่งกูหลายหนแล้ว โฉมหน้าของท่านก็เหมือนกับหัวไชเท้าขาวขนาดใหญ่ มันมีอยู่ทุกหนแห่งในยุทธภพ แม้ว่าหลังจากโดนผู้อื่นซ้อมหรือหั่นเป็นชิ้นๆ ก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงอยู่ดี ดังนั้นท่านจะสะกดจิตตัวเองให้สูญเปล่าทำไม?”


หญิงสาวที่ถูกเรียกว่าหรงกูกูมีอายุประมาณ 25 ถึง 26 ปี นางมีรูปร่างสูงเพรียว รูปลักษณ์อ่อนช้อยและน่ามอง เพียงแต่ว่าดวงหน้าที่กำลังมองผางวานกลับเย็นเยียบยิ่งนัก ประหนึ่งบรรยากาศรอบตัวนางสามารถทำให้เตาถ่านกลายเป็นน้ำแข็ง


“ข้า แต่แรกข้าก็มีหน้าตาแบบนี้ ทำไมท่านไม่ให้ข้ามองตัวเองให้ชัดเจนเล่า? จงนำกระจกทองแดงทั้งหมดมาที่นี่ ...” ผางวานก้มหน้าลง พยายามเปลี่ยนหัวข้อเพื่อสั่งให้บ่าวรับใช้แอบเปลี่ยนกระจกทั้งหมด


“เซิ่งกู!” หรงกูกูเอนไปข้างหน้า และใช้ดรรชนียกหัวผางวานขึ้น “เงยหน้าท่านขึ้นมาและมองข้า!” ผางวานเงยหน้าขึ้นอย่างมึนงง


“หน้าตาของท่านสามัญมาก ...”


หรงกูกูมองลึกเข้าไปในดวงตาของผางวาน สีหน้าของนางมิอาจเข้มงวด และคำพูดมิอาจตรงไปตรงมาได้มากกว่านี้อีกแล้ว


การบอกคนงามว่านางสามัญเทียบไม่ติดคนในยุค มันช่างเลวร้ายยิ่งกว่าการบอกหญิงสาวหน้าตาพื้นๆ ว่าพวกนางอัปลักษณ์เสียอีก โดยเฉพาะอันหลัง อย่างน้อยพวกนางก็ยังตระหนักถึงตนเองอยู่บ้าง ในขณะที่อันแรกจะภูมิใจในตนเอง และทนไม่ได้ที่จะสูญเสีย ผางวานกระพริบตาถี่ๆ น้ำตาเกือบไหลลงมา


“แม้ว่าเซิ่งกูยังเยาว์วัยและความสามารถในการทำให้บุรุษหลงใหลก็นับว่าไม่เลว แต่น่าเสียดายที่มันยังไม่ถึงเวลาจะนำมาใช้ในตอนนี้”


สีหน้าของหรงกูกูยังคงไม่เปลี่ยนแปลง ขณะที่นางหนีบคางของผางวาน ยังผลให้นางขมวดคิ้วด้วยความเจ็บปวด


“เซิ่งกูผู้น่าเกรงขามของพรรคไป๋เยว่ ท่านจะแสดงให้ผู้อื่นเห็นถึงความอ่อนแอของตนเองได้อย่างไร? หากภายหน้าเกิดมีใครสักคนกล้า ...”


ไอสังหารวูบผ่านดวงตาของหรงกูกู


“วางยาพิษ! สับเป็นชิ้นๆ! กระทำชำเรา! ทำให้ท่านตายโดยไร้ทายาท!”


ตอนแรกผางวานอยากส่งเสียงร้องเพราะความเจ็บปวด ทว่าหลังจากได้ยินคำพูดไม่กี่คำของหรงกูกู นางตัดสินใจกลืนถ้อยคำของตนเองลงไป


“ใช่แล้ว ใช่แล้ว คำสั่งสอนของหรงกูกูล้วนถูกต้อง วานวานรับทราบความผิดของตนเอง” ผางวานยกมือขึ้นอย่างอ่อนระทวยเพื่อร้องขอความเมตตา


“เซิ่งกู!” เหมือนว่าคราวนี้หรงกูกูไม่ยอมปล่อยนางไปง่ายดายนัก ชั่วพริบตาเดียว นางใช้มือทั้งสองข้างกุมใบหน้าของผางวาน ดวงตาของนางแฝงไว้ด้วยความผิดหวัง “เซิ่งกู! ท่านคือผู้มีพรสวรรค์ที่ร้อยปีจะปรากฏสักครั้งของพรรคมารเรา อัจฉริยบุคคล! ท่านจะนำพาพวกเราสู่ความยิ่งใหญ่! ท่านประมุขพรรคทุ่มเทแรงกายแรงใจให้กับท่าน ท่านมิอาจทำให้ทุกคนในพรรคไป๋เยว่ผิดหวัง!”


พอได้ยินสิ่งนี้ ผางวานแอบพูดกับตัวเองในใจ “ข้าก็แค่หลงตัวเองนิดหน่อย น่ารักเกินไปสักเล็กน้อย ทำไมหรงกูกูต้องทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่เพื่อตำหนิข้าด้วย? มากไปกว่านั้น สิ่งที่เรียกว่าการเลี้ยงดูที่ข้าได้จากท่านประมุขพรรค ก็มีเพียงแค่ได้รับหนังสือหายากไม่กี่เล่ม ยาไม่กี่เม็ด แล้วก็ให้ผู้อาวุโสไม่กี่ท่านคอยเฝ้าดูข้าเท่านั้น เขาทุ่มเทแรงกายแรงใจตั้งแต่เมื่อไหร่?”


หลังจากขบคิดสักพักหนึ่ง ไปๆ มาๆ ผางวานก็ตัดสินใจกลืนความขุ่นเคืองของตนเอง และพยักหน้าอย่างเชื่อฟัง แสร้งทำเป็นนอบน้อมและอยู่ในโอวาท “วานวานจะจดจำคำชี้แนะ”


--- มันยังไม่ใช่เวลาอวดแผนการอันยิ่งใหญ่ของตนเอง ความมุ่งมาดปรารถนาของข้ายังมิอาจเติมเต็มในตอนนี้ ผางวาน ขอแต่ให้เจ้าซุกซ่อนกรงเล็บและความสามารถที่แท้จริงเพื่อรอคอยเวลา ยังไม่สายเกินไปที่จะอวดพลังแท้จริงของเจ้าเมื่อถึงเวลาอันเหมาะสม


“พวกเจ้าไม่รู้อะไร เซิ่งกูของพวกเรายอดเยี่ยมในทุกเรื่อง เพียงแต่ว่านางมีนิสัยประหลาดเล็กน้อย”


ณ ระเบียงเรือนเซิ่งซิน ศิษย์ B ใช้มือเคาะหัวตัวเอง แล้วส่งเสียงหัวเราะด้วยท่าทางลึกลับ


“นางเชื่อว่าบุรุษทุกคนในยุทธภพล้วนตกหลุมรักนาง และโลกก็หมุนรอบตัวนางเพียงผู้เดียว”

__________
[1] เซิ่งซิน 圣心 แปลว่า พระหฤทัย
[2] เซิ่งกู 圣姑 เป็นคำใช้เรียก หญิงสาวศักดิ์สิทธิ์
[3] กูกู 姑姑 แปลตามตัวอักษรหมายถึง ป้า แต่ในนิยายกำลังภายใน กูกูใช้สำหรับเรียกขานศิษย์อาวุโสที่อยู่สำนักเดียวกัน


ความคิดเห็น