บทที่ ๘: เดินใต้ต้นท้อ


คืนนั้นผางวานไม่ได้มีความฝันที่สงบนัก ในฝันของนางมีคู่รักที่งดงามดั่งหยก ทั้งคู่เดินจูงมือกันมาหานาง พลางคุยเล่นกระหนุงกระหนิงและหัวเราะให้แก่กัน เปี่ยมไปด้วยความรักที่มีอยู่ในหัวใจ


"วานวาน ข้า กู้ซีจู ในที่สุดก็ได้พบรักแท้ในชีวิต พวกเราคงต้องบอกลากันแค่ตรงนี้!" หญิงสาวที่งดงามผู้นั้นสวมใส่ชุดขาว และกำลังโบกมือมาให้นางด้วยท่วงท่าสง่างามยิ่งนัก "นับจากนี้ ลืมกันและกันในยุทธภพ ไม่ต้องพบหน้าอีกต่อไป!"


ผางวานรู้สึกยอมรับไม่ได้จริงๆ นางก้าวเท้ายาวๆ ไปด้านหน้าและคว้าไหล่หญิงผู้นั้น ต้องการเห็นซะจริงว่ามือที่สามคือใครกันแน่


ไม่เป็นปัญหาเรื่องดูหน้าคนผู้นี้ แต่แล้วนางกลับขวัญหนีดีฝ่อแบบสุดๆ จนถึงขั้นร้องตะโกนออกมา -- หญิงผู้นั้นไม่มีเครื่องหน้าใดทั้งสิ้น ส่วนหัวทั้งหมดคือดอกบัวขาว!


ด้วยตกใจกลัวสุดขีด นางสะดุ้งตื่น ลุกขึ้นมานั่งแล้วมองออกไปนอกหน้าต่าง ดวงอาทิตย์ส่องแสงได้สามราวไม้ไผ่[1]


"นายน้อยตื่นแล้วหรือ? ต้องการอาบน้ำหรือไม่?" หวังกังยืนอยู่ข้างหน้าต่าง กำลังตากผ้าด้วยอารมณ์รื่นเริง


"เมื่อคืนข้าเมาหรือ?" ผางวานนวดหลังศีรษะของตนเอง "คงทำให้เจ้าลำบากมากใช่ไหม?"


หวังกังตระหนก แล้วรีบส่ายหน้า "เรื่องของนายน้อยคือธุระของข้า"


ผางวานระเบิดเสียงหัวเราะออกมา "เจ้ากลายเป็นบริวารขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร? ไม่ใช่ว่าเจ้าขายตัวเองให้ข้าเสียหน่อย!"


ใครจะไปคาดคิด หวังกังกลับคุกเข่าลงด้วยเสียงดังตุบ: "ผู้น้อยเต็มใจขายตัวเองให้นาย!" ขณะที่เขาพูดสิ่งนี้ เขาถึงกับหยิบกระดาษแผ่นหนึ่งออกมาจากอกเสื้อตัวเอง "ข้าน้อยวาดหวังถึงวันนี้ตั้งนานแล้ว หวังมาเนิ่นนาน ถึงกับเตรียมสัญญาขายตัวเองเอาไว้เลย!"


ผางวานยืดคอและเหลือบดูสัญญาอย่างมึนงง มันถูกเขียนเป็นลายลักษณ์อักษรสีดำชัดเจนจริงๆ เสียด้วย ขาดก็แต่ประทับตราของนางเท่านั้น


"ไปซื้อเกี๋ยวกลับไม่รีบ ทว่าตอนจะขายตัวเองกลับร้อนอกร้อนใจมากกว่าผู้ใด!" นางพึมพำประโยคนี้ และไม่ยอมรับสัญญา "การเป็นทาสรับใช้ตลอดชีวิตมันดียังไง?" นางหาวพลางลุกออกจากเตียง แล้วยืดเอวอย่างเกียจคร้านด้วยท่าทางไม่น่ามองอย่างที่สุด "ไม่ขาย! ไม่ขาย!"


พอหวังกังเห็นนางเดินจากไปโดยไม่สนใจสักนิด จึงได้แต่เก็บกระดาษกลับเข้าอกเสื้อตัวเองด้วยความผิดหวัง


หลังจากล้างหน้าล้างตาก็ถึงเวลาอาหารเช้า หวังกังนำเกี๊ยวหมูร้อนกรุ่นเข้ามาด้วยท่าทางเอาอกเอาใจ ผางวานถึงกับยิ้มแฉ่งจนดวงตาเปลี่ยนเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยว "เด็กๆ ก็สอนได้เหมือนกัน"


หวังกังถือโอกาสเอื้อมมือไปที่หน้าอกตนเอง แต่แล้วกลับมองเห็นสายตาจากดวงตาเมล็ดอัลมอนด์ของผางวาน: "ไม่สามารถบังคับให้ข้าซื้อขาย!"


ดังนั้นเขาจึงรั้งมือกลับด้วยความขมขื่น


ทั้งสองรับประทานมื้อเช้า ตอนนั้นเองที่จู่ๆ หวังกังเอ่ยปากถาม "นายน้อยออกมาข้างนอกนานขนาดนี้ ท่านไม่คิดถึงครอบครัวบ้างหรือ?"


ผางวานกำลังทานโจ๊กแปดทรัพย์[2] จึงทำให้ปากพูดอู้อี้ไม่ชัดเจน "พวกเขารอแทบไม่ไหวที่จะให้ข้าออกมาหาประสบการณ์"


ดวงตาของหวังกังเป็นประกาย "หรือว่านายน้อยมาจากตระกูลมีชื่อเสียงในยุทธภพ?"


ผางวานไม่เอ่ยคำใด แค่ตั้งใจกินโจ๊กของตัวเอง


หวังกังเห็นว่าท่าทางของนางยังปกติดีอยู่ เลยถามต่อ: "เหมือนว่านายน้อยจะเป็นวรยุทธ์เหมือนกัน ไม่ทราบว่านายน้อยมาจากสำนักไหนหรือ?"


ผางวานหัวเราะ และยิ้มยิงฟังให้เขา ฟันเขี้ยวเล็กๆ สองซี่ของนางส่องแสงเป็นประกาย: "ความกล้าของเจ้ามีเยอะนักนะ พยายามหลอกถามข้าอย่างนั้นรึ?"


สีหน้าของหวังกังไม่แปรเปลี่ยน ท่าทางเอาจริงเอาจังยิ่งนัก: "ติดตามนายน้อยมาตั้งนาน มันยากที่จะอดสงสัยไม่ได้ การสอดรู้สอดเห็นเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติมนุษย์ นายน้อยอย่าได้ตำหนิข้า"


ผางวานไม่โกรธ นางทานโจ๊กคำสุดท้ายอย่างไม่รีบร้อน ก่อนดึงผ้าเช็ดหน้าออกมาเช็ดมันจากริมฝีปากตนเอง


"เพ้ย ชื่อเสียงนายน้อยของเจ้าใหญ่โตนัก หากเอ่ยออกไปเกรงว่าจะทำให้ผู้คนหวาดผวาจนถึงแก่ความตาย! เพื่อไม่ให้เจ้าตกใจกลัวจนตาย มันคงดีกว่าหากข้าเก็บคำตอบเอาไว้ก่อน!" นางทิ้งคำพูดเหล่านี้ แล้วสะบัดแขนเสื้อจากไป ปล่อยให้หวังกังโกรธจนลมออกหูอยู่เบื้องหลัง


หลังจากทานอาหาร แต่เดิมหวังกังคิดว่านายน้อยจะฝึก 'ท่าซางฉาน' ต่อ แต่ใครจะคาดคิด ผางวานกลับเรียกให้เขาหยุด แล้วสั่งให้ไปตลาดเพื่อซื้อจตุรพิธสมบัติแห่งห้องหนังสือ[3]กลับมา


"นายน้อยจะเริ่มฝึกเขียนพู่กันจีนอย่างนั้นหรือ?" เขาวางพู่กัน หมึก และแท่นฝนหมึกไว้บนโต๊ะทีละอย่าง ในใจรู้สึกสงสัยใคร่รู้ยิ่งนัก


"กำลังจะออกเดินทางจากเมืองเล็กๆ แห่งนี้ในไม่ช้า วันนี้ข้าอารมณ์สุนทรีย์อยากแต่งกลอน" ผางวานเพ่งสายตาอยู่บนกระดาษ บนใบหน้านางปรากฏความแน่วแน่อย่างน่าประหลาด


"นายน้อยกำลังเตรียมตัวเดินทาง?" หวังกังกล่าววาจาสงบนิ่ง


"ข้าอยากแต่งกลอนสำหรับผู้ที่ละทิ้งตัวข้า ไว้อาลัยให้กับความรักที่ผ่านพ้นซึ่งเกิดขึ้น ณ ที่แห่งนี้" ผางวานตอบไม่ตรงประเด็น ทั่วทั้งร่างถูกปกคลุมไปด้วยชั้นของภาพฝันหลอกลวงที่เปล่งแสงจากภายใน


หวังกังตะลึงสุดขีด เขาคิดกับตัวเอง อยู่ที่นี่มานานกว่าหนึ่งเดือน นอกเหนือจากฟังเรื่องเล่าและจ้องกระจก นายน้อยก็ไม่เคยพูดกับชายหนุ่มคนไหนเกินสิบประโยค จู่ๆ นางจะถูกทิ้งได้อย่างไร และประสบความรักที่ผ่านพ้นไป?


ไม่ว่าจะเป็นอย่างไรก็ตาม เขาคิดไม่ถึงว่าจะมีเรื่องนี้เหมือนกัน ประสบการณ์ของ "รักที่ไม่สมหวัง ไปยังความรักอันดื่มด่ำ แล้วไปยังสูญเสียความรัก" คือสิ่งที่ผางวานได้ฟันฝ่าทั้งหมดด้วยตัวของนางเอง


เขาเห็นเพียงผางวานกำลังถือพู่กัน และเขียนรวดเดียวจบ "มือใหญ่กอบกุมมือน้อย เดินใต้ต้นท้อ" อักษรใหญ่สิบตัวเหล่านี้ ประทับด้วยชื่อ "กู้หลาง[4]และข้า"


ตัวอักษรกู้เขียนได้หวัดยิ่งนัก หวังกังโน้มตัว ต้องการดูใกล้ๆ เพื่อมองให้ชัดเจนยิ่งขึ้น


แต่แล้วกลับเห็นพู่กันของผางวานตวัดไปมา ทำให้หยดหมึกสีดำสองสามหยดเลอะใบหน้าเขา


"ไอ๊หยา ข้าไม่ได้ตั้งใจ" ผางวานมองเขาด้วยสีหน้าไร้เดียงสาเป็นพิเศษ ริมฝีปากแดงยื่นออกมาเหมือนว่ามันกำลังมุ่งไปทางมุมปาก "มีน้ำอยู่ตรงโน้น เจ้าไปทำความสะอาดหน้าก่อน!"


หวังกังยิ้ม หยิบผ้าจากชั้นและล้างน้ำ ก่อนจะนำมาเช็ดแก้มของตนเอง


ผางวานมองเขาทุกการกระทำ ทันใดนั้นก็เอ่ยขึ้นมา "มันยังมีจุดนั้นที่เจ้าไม่ได้ทำความสะอาด!" พอกล่าวจบ นางเอาผ้าไปจากมือเขา


นางถูมันอย่างละเอียด แถมยังออกแรงเยอะอีกต่างหาก ไม่เว้นกระทั่งจุดเล็กที่สุด ถูไม่หยุดจนใบหน้าของหวังกังค่อยๆ กลายเป็นสีแดง หากนางยังถูต่อไปอีก มันอาจลอกออกมาก็เป็นได้


หวังกังอดทนต่อความเจ็บปวด และไม่พูดอะไรสักคำตั้งแต่ต้นจนจบ


"ลืมมันไปซะ! ไม่ว่าข้าจะถูยังไงก็เช็ดไม่ออก เจ้าหาอะไรมาล้างดีกว่า!" ผางวานเขวี้ยงผ้าทิ้งด้วยความรำคาญ


หวังกังพยักหน้า เขาหยิบสบู่ขึ้นมา และล้างใบหน้าของตนเองต่อหน้าผางวาน


ผางวานเฝ้ามองเขา ราวกับว่านางไม่อาจคิดคำนวณบางอย่าง คิ้วของนางจึงขมวดเข้าหากันทีละน้อย


หวังกังเพิ่งล้างหน้าเสร็จ และใช้ผ้าเช็ดหน้าเช็ดตา ตอนนั้นเองที่เสียงถามแผ่วเบาของผางวานลอยมาให้ได้ยิน


"พูดมาสิ หากเจ้ามีของบางอย่างที่มีค่ามาก สมบัติที่คนทั้งโลกปรารถนาอยากครอบครอง เจ้าจะเก็บมันไว้ที่ไหน?"


หวังกังงงงัน จากนั้นจึงเอ่ยด้วยรอยยิ้ม "หากไม่สามารถนำมันติดตัวไปกับข้า เช่นนี้ข้าจะสร้างเขาวงกต แล้วหาอสูรดุร้ายที่สุด รวมถึงยอดฝีมือมาคุ้มกันมัน แต่หากสมบัตินั่นสามารถนำติดด้วยไปด้วย ..." เขาหยุดครู่หนึ่ง แล้วเอ่ยต่อ: "ข้าย่อมเก็บมันไว้กับตัวตลอดเวลา"


ผางวานพยักหน้า คล้ายคิดว่าคำพูดของเขามีเหตุผลมาก


หวังกังถามอย่างสงสัย: "นายน้อยบังเอิญค้นพบสมบัติบางอย่างหรือ?"


ผางวานอ้าปากกำลังจะตอบ แต่แล้วกลับทำหน้ามุ่ยและกัดริมฝีปากล่างของตัวเอง ท่าทางเช่นนี้วนซ้ำไปซ้ำมา ราวกับกำลังขัดแย้งในใจ


หวังกังไม่พูดอะไรอีก เพียงส่งเสียงหัวเราะเหอะๆ คล้ายไม่ใส่ใจแม้แต่น้อย ทำเสมือนว่าเขามองไม่เห็นสิ่งนี้


คนสองคน ม้าสองตัว ออกจากโรงเตี้ยมบ่ายวันนั้น มุ่งหน้าไปยังหุบเขานอกตัวเมือง


"เอาล่ะ พวกเราคงต้องลากันแต่เพียงเท่านี้ ต่างคนต่างแยกย้ายไปตามทางของตน!" ผางวานประสานมือคำนับหวังกัง


"นายน้อยไม่ต้องการข้าแล้วอย่างนั้นหรือ?" หวังกังหน้าซีดด้วยความตกใจ


"ใช่ว่าข้าเป็นนายของเจ้าจริงๆ เสียเมื่อไหร่" ผางวานหัวเราะ "ต่อไปหนทางในยุทธภพของข้าอาจก่อให้เกิดภัยพิบัติ นักเล่าเรื่องที่แม้แต่แรงฆ่าไก่ก็ยังไม่มีเช่นเจ้า มันคงดีกว่าหากไม่เข้ามาเกี่ยวข้อง"


"หวังกังเต็มใจทำทุกอย่างให้นายน้อย! ตายหมื่นครั้งก็ไม่ปฎิเสธ!" ไม่คาดคิดว่าหวังกังจะไม่ยอมลดละ


ผางวานถอนหายใจ พลางมองไปยังใบหน้าดื้อดึงของเขา นางหยิบแท่งเงินออกมาจากหน้าอกตนเอง และโยนไปให้ "รับไว้ ค่าชดเชยสำหรับการไล่ออก"


หวังกังเอื้อมมือออกไปคว้าแท่งเงิน ทว่ากลับโยนมันกลับคืน พร้อมกับตะโกน "เงินทองและความร่ำรวยซื้อหัวใจข้าไม่ได้!"


ผางวานอมยิ้ม นางหันหน้าไปด้านข้าง พิจารณาคนที่อยู่ตรงหน้านางอย่างจริงจัง


หวังกังถูกสายตาแผดเผาเช่นนี้จับจ้อง ทำให้รู้สึกเหมือนมีอะไรทิ่มแทงที่หลัง เพื่อจะบรรเทาอาการตึงเครียด เขาจึงกลืนน้ำลายอึกใหญ่


"เจ้าไม่ใช่หวังกัง" ผางวานพลันพูดขึ้นมาอย่างเนิบนาบ


แสงที่อยู่ภายในดวงตาของหวังกังสั่นไหวเล็กน้อย สีหน้าน่าประทับใจไม่เปลี่ยนแปลง


"ถึงแม้ข้าไม่รู้ว่าเจ้าเรียนวิชาปลอมแปลงมาจากไหน แม้ว่ามันจะไม่มีข้อตำหนิ แต่ข้ารู้ว่าเจ้าไม่ใช่หวังกัง"


ผางวานจ้องเขาอย่างแน่วแน่ รอยยิ้มที่อยู่บนริมฝีปากนางคลี่ออกกว้างยิ่งกว่าเดิม


"หวังกังตัวจริงไม่สามารถรับแท่งเงินบนหลังม้าด้วยมือเพียงข้างเดียว หรือหาใช่คนที่ซื้อด้วยเงินทองหรือความร่ำรวยไม่ได้ เจ้าประเมินเขาสูงเกินไป"


'หวังกัง' มิได้เอ่ยคำใด เพียงยืดหลังตรง และจากภายในแขนเสื้อของเขา ลำแสงเย็นค่อยๆ ไหลออกมา


"รีดเค้นสมองเพื่อเข้าใกล้ตัวข้า เจ้ามีเหตุผลอะไรกันแน่?" ผางวานคล้ายไม่รู้สึกถึงอันตรายที่กำลังเยื้องกรายเข้ามา เพียงแค่สงสัยในเจตนาของคนที่อยู่ตรงหน้าเท่านั้น


"ข้าสนในใจตัวเจ้า"


ในที่สุด 'หวังกัง' ก็เอ่ยปาก น้ำเสียงยังเปลี่ยนเป็นเสียงของชายหนุ่มที่มีอิทธิพล ก้องกังวานราวกับหยก และตามติดมากับเสียงของเขา เงาร่างชายบนหลังม้าค่อยๆ สูงสง่าภายในพริบตา มองไม่เห็นร่างเตี้ยและแห้งกรอดเหมือนเมื่อกี้อีกต่อไป


"... ข้าก็สนใจในความสามารถปลอมแปลงของเจ้ามากเช่นกัน" ผางวานมองสิ่งเหล่านั้นด้วยความตะลึงงัน ส่วนปากพูดพึมพำประโยคนี้เบาๆ


"แม่นางอายุเพียงเท่านี้ แต่สามารถรู้เท่าทันการปลอมแปลงของข้า ช่างมีความสามารถจริงๆ"


'หวังกัง' ส่งยิ้มชื่นชมมาให้นาง ขณะเดียวกันมือขวาก็ปล่อยสายบังเหียน


อึดใจนั้น ลำแสงวูบผ่านดังกึกก้องเหมือนฟ้าร้อง แสงสีเงินปลิวออกมาจากแขนเสื้อเขา ซัดตรงมาที่หน้าอกของผางวาน -- นั่นคือกรงเล็บอินทรีอันแหลมคม


อย่างไรก็ตาม จังหวะที่แสงสีเงินวูบผ่าน ผางวานที่เมื่อกี้กำลังงุนงง กระโดดตีลังกาบนหลังม้า ผ้าไหมสีขาวพุ่งออกมาจากแขนเสื้อ และยึดตัวนางไว้กลางอากาศอย่างมั่นคง หลบหลีกการโจมตีโดยมิได้รับอันตรายใดทั้งสิ้น


"จับข้าไม่ได้หรอก ข้าจะทำให้เจ้าโกรธจนตายเลยทีเดียว!" นางทำหน้าทำตาใส่ 'หวังกัง' กลางอากาศ ภาคภูมิใจกับตนเองเต็มพิกัด


'หวังกัง' ขบฟันแน่น ไม่รู้ว่าเขาดึงเข็มสิบเล่มออกมาจากตรงไหนของเอวตนเอง ด้วยเสียงดังเฟี้ยว เฟี้ยว พวกมันพุ่งเข้าหาจุดสำคัญของผางวาน


"ลูกผู้ชายประเภทไหนกันถึงใช้อาวุธลับ?!" ผางวานตะโกนเสียงดัง ดึงผ้าไหมสีขาวเพื่อเหวี่ยงผ่านกิ่งไม้ แล้วหลบเข็มสิบเล่มด้วยความคล่องแคล่ว


'หวังกัง' ลงมือจู่โจมอย่างสูญเปล่าอีกครั้ง ทว่าเขาไม่ได้รีบร้อนแต่อย่างใด แค่นั่งลูบคางอยู่บนหลังม้า ท่าทางราวกับกำลังครุ่นคิด


ผางวานเห็นว่าคนผู้นี้ไม่เหมือนเร่งรีบสังหารนาง ทุกท่าทาง ทุกการเคลื่อนไหว เสมือนหนึ่งเขากำลังมุ่งความสนใจและแอบวิเคราะห์วรยุทธ์ของนาง ชั่วพริบตานั้น ผ้าไหมสีขาวม้วนขึ้น ร่างของนางทั้งหมดขดตัวอยู่บนต้นไม้ใหญ้ราวกับแมว


“นี่! มิใช่ว่าเจ้าอยากรู้หรอกหรือว่าข้าเป็นใคร?”


นางส่งเสียงไปให้ ‘หวังกัง’ ที่อยู่ไม่ไกล เสียงละมุนละไมแบบเด็กของนางก้องสะท้อนไปทั่วภูเขา


‘หวังกัง’ จมจ่อมอยู่ในความเงียบครู่หนึ่ง ก่อนจะถามอย่างสงวนท่าทีเล็กน้อย “แม่นางเต็มใจบอกความจริงหรือ?”


ผางวานเห็นท่วงท่าหลังตั้งตรงของเขา ทำเป็นยิ่งใหญ่และสูงส่ง นางคิดว่ามันจองหองเป็นอันมาก: “เจ้าต้องบอกข้ามาก่อน ว่าทำไมเจ้าถึงต้องการรู้ตัวตนที่แท้จริงของข้า?”


‘หวังกัง’ ไตร่ตรองชั่วครู่แล้วจึงกล่าว: “อาวุธของแม่นางไม่ใช่สิ่งที่คนทั่วไปจะมีได้”


ผางวานเหลือบมองแส้ทองที่อยู่ตรงเอวของตัวเอง จากนั้นสัมผัสเข็มเทพเปลวเพลิงในแขนเสื้อ ไม่อาจระบุได้ว่าเขาหมายถึงอันไหน จึงได้แต่ถูจมูกตนเอง: “อาวุธอันไหนที่ไม่ธรรมดา?”


‘หวังกัง’ ทอดสายตาไปยังแขนเสื้อของนางที่เปิดออก: “ย่อมเป็นอันนั้น ...”


ก่อนที่เขาจะรู้ตัว คำพูดสุดท้ายยังไม่ทันหลุดออกจากปาก เมื่อการโจมตีของแส้เทพเจ้าพลันร่วงลงมาจากฟากฟ้า และตกกระทบใบหน้าเขาด้วยเสียงดัง “เพี๊ยะ~” เสียงนั้นช่างใสกังวานยิ่ง


‘หวังกัง’ รู้สึกตระหนกอย่างแท้จริง เขาใช้กำลังภายในเพื่อคุ้มกันจุดสำคัญตามร่างกายทั้งหมด ทว่าเขาไม่คาดคิด ว่าคนผู้นี้จะลอบโจมตีใบหน้าเขาโดยตรง


แส้สีทองถูกดึงกลับไป และผลที่เกิดขึ้นจากกระแสลมรุนแรงคือใบหน้าครึ่งซีกของเขาถูกฉีกออกสดๆ ร้อนๆ เผยให้เห็นผิวหนังและเครื่องหน้าที่ซ่อนเร้นอยู่


นี่เป็นฉากที่ตลกสุดยอด คนเดียวแต่กลับมีสองใบหน้า ทั้งซ้ายและขาวไม่สมส่วนกัน ด้านหนึ่งคือน้ำทะเล ส่วนอีกด้านคือเปลวเพลิง ดังนั้นผู้กระทำความผิดที่มองเห็นจากระยะไกลจึงตกใจจนขวัญหนีดีฝ่อ – “ผีอ่า~!!!”


ประหนึ่งก้นของนางติดไฟ นางรีบเผ่นหนีและหายไปในป่า


‘หวังกัง’ ที่นั่งอยู่บนหลังม้า หลังของเขาแข็งค้าง นิ้วทั้งห้ากำเป็นหมัดแน่น จนกระทั่งข้อนิ้วกลายเป็นสีขาว พร้อมกับเสียงดังกร๊อบ


ดวงตามองผางวานที่วิ่งหนีไปไกลราวลมบ้าหมู สุดท้ายชายใส่หน้ากากที่ซุ่มอยู่ในป่าก็ก้าวออกมา คุกเข่าลงต่อหน้าเขา แล้วส่งเสียงเรียกอย่างสั่นๆ กลัวๆ “คุณชาย?”


‘หวังกัง’ ไม่เอ่ยคำใด เพียงแค่นิ่งเงียบ และค่อยๆ ฉีกหนังปลอมที่อยู่บนใบหน้าอีกครึ่งหนึ่งลงมา


ชายใส่หน้ากากที่อยู่ต่ำกว่าม้า รู้สึกว่าตัวเองถูกห่อหุ้มด้วยอากาศหนาวเย็นเป็นพิเศษ แถมด้วยเค้ารางของเมฆดำทะมึน ถึงขนาดที่ว่าหากเขาเคลื่อนไหวเพียงเล็กน้อย ก็จะเลือดเนื้อปลิวสะบัดและร่างกายแหลกเหลว[5]


เป็นระยะเวลานาน นานมากของมากที่สุด


พระอาทิตย์ค่อยๆ ตกดินทางทิศประจิม ทันใดนั้นเสียงผิวปากใสกังวานดังก้องภายในหุบเขา


ม้าหนุ่มซึ่งแต่เดิมพักผ่อนอยู่บนพื้น มันเงยหน้าขึ้นมาอย่างฉับพลัน พร้อมทั้งลุกขึ้นมา นัยน์ตาเหมือนคบไฟ จ้องไปยังส่วนลึกของป่าขณะที่มันควบไปข้างหน้า

_________
[1] ดวงอาทิตย์ส่องแสงได้สามราวไม้ไผ่ 日晒三竿 เป็นการเปรียบเปรยว่าพระอาทิตย์ขึ้นสูงมากแล้ว หมายความว่า ไม่เช้าแล้วนั่นเอง
[2] โจ๊กแปดทรัพย์ 八宝粥 คือโจ๊กที่เติมธัญพืชชนิดต่างๆ เช่น ถั่วแดง ถั่วลิสง มันเทศ ลูกพลับแห้ง ข้าวเหนียวมาต้มเป็นโจ๊กที่มีรสหวาน
[3] จตุรพิธสมบัติแห่งห้องหนังสือ 文房四宝 หรือสมบัติสี่ชิ้นในห้องหนังสือ อันได้แก่ พู่กัน หมึก กระดาษ และแท่นฝนหมึก
[4] หลาง 郎 เป็นคำที่หญิงใช้เรียกสามีของตนหรือคู่รักของตน
[5] เลือดเนื้อปลิวสะบัดและร่างกายแหลกเหลว เป็นการอุปมาว่า ตายอย่างน่าสลด


ความคิดเห็น