บทที่ ๒๓: ขอให้เจ้าชอบข้า


ในวันที่แสงอาทิตย์สวยงามและสายลมอ่อน เงาร่างพลิ้วไหวของผางวานนั่งอยู่บนชิงช้า นางแหงนหน้าด้วยความพึงพอใจ ใบหน้าของนางกลับคืนสู่สภาพเดิม มันผ่องใสและสะอาดหมดจด


สายลมสดชื่นจุมพิตขนตาของนาง ปัดผ่านจอนผมทั้งสองข้าง เส้นผมดำขลับด้านหลังและแขนเสื้อเริงระบำไปพร้อมกัน คิ้วโก่งยาวได้รูป จมูกเป็นสัน และปรากฏลักยิ้มน้อยๆ


แต่เดิมนี่ควรเป็นฉากอันมีเสน่ห์น่าประทับใจของสาวงามบนชิงช้า


"ยืดขาออกไป!"


"กระดกปลายเท้า!"


"ยกคางให้สูง!"


"ผ่อนคลายริมฝีปาก ยื่นปากออกมา! ยื่นปากออกมาอีกหน่อย!"


อาวุธลับจำนวนหนึ่งซัดเข้ามาบนร่างกายสี่แห่งของนาง ซวบ-ซวบ-ซวบ และอันสุดท้ายบังเอิญติดอยู่ตรงระหว่างริมฝีปากนางพอดี


ด้วยยึดหลักอย่าสิ้นเปลือง ผางวานแลบลิ้นออกมา เลียอาวุธลับอันนั้น จากนั้นเกี่ยวมันเข้าปาก และกิน -- อาวุธลับนั่นคือลูกองุ่นแห้งเซียงเฟยชั้นยอด


"การกระทำเล็กๆ น้อยๆ นี้เหมาะสมจะเพิ่มเข้าไป" น้ำเสียงล้อเล่นอันไพเราะและมีเสน่ห์ลอยมาให้ได้ยิน จินปู้เหยานั่งอยู่ใต้ดอกฝูหลง แทะเมล็ดแตงไปเรื่อยๆ ผิวของนางขาวผ่องยิ่งกว่าหิมะ งามเจิดจ้าไม่มีสิ่งใดเปรียบ "แค่เลียดอกไม้ยังถือว่ารับได้อยู่ แต่เจ้าควรเลี่ยงการเลียของที่มีสีดำคล้ำ อย่างลูกองุ่นแห้ง"


ผางวานถอนหายใจ และกระโดดลงมาจากชิงช้า


นางอยู่ในท่าผิดสรีระของร่างกายมนุษย์มาเป็นเวลานาน เลยรู้สึกตัวแข็งทื่ออยู่บ้าง


"เหนื่อยหรือ?" จินปู้เหยาชำเลืองมองนาง และเลิกคิ้วไม่เห็นด้วย "เจ้าคิดว่ารูปลักษณ์ชวนมองสามารถแสดงกันได้ง่ายๆ อย่างนั้นหรือ? เจ้าต้องฝึกฝนมากกว่านี้ อีกอย่าง กลิ่นหอมของดอกเหมย ย่อมมาพร้อมความเย็นขม"


ผางวานมิได้เอ่ยคำใด แค่หยิบเค้กข้าวขึ้นมา และยัดเข้าปากด้วยความรวดร้าว


ภายในระยะเวลาสั้นๆ ไม่กี่วัน จินปู้เหยาได้ถ่ายทอดเคล็ดลับมากมายของการเป็นแบบอย่างหญิงงามชั้นยอดแห่งยุค เช่น "ต้นถังหลี[1]เอนกายในฤดูใบไม้ผลิ" "ดอกเสาเย่า[2]มึนเมาม่อยหลับ" "ดอกบัวเยื้องกรายแผ่วเบานุ่นนวล" และอื่นๆ อีกมากมาย แถมท่าที่มองเผินๆ เหมือนง่าย กลับต้องใช้ความพยายามไม่รู้จบ: ระยะห่างของแต่ละก้าว องศาในการหัน กระทั่งความถี่ในการกระพือขนตา ทุกอย่างต้องปรับให้เข้ากับแต่ละโอกาส รวมถึงวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกัน อะไรที่คิดว่าเป็นการเคลื่อนไหวง่ายๆ แต่ในหัวของคนใช้ กลับวางแผนวิเคราะห์ถึงสามหมื่นหกพันรอบ -- การยั่วยวน คือสัญชาตญาณจากอิทธิพลที่มองไม่เห็นประเภทหนึ่ง


"การประสบความสำเร็จเป็นหญิงงามแห่งยุคยากจริงๆ เสียด้วย!" ผางวานกลืนเค้กข้าวลงท้อง และถอนหายใจอย่างขมขื่น


"ในเมื่อเจ้าอยากได้รับความชื่นชอบจากผู้อื่น เป็นธรรมดาที่เจ้าต้องปรับตัวให้เข้ากับรสนิยมของพวกเขาเหล่านั้น" จินปู้เหยาหยิบองุ่นสีเขียวมรกต และโยนมันเข้าปากด้วยท่วงท่างดงาม "สิ่งที่ข้าสอนเจ้าในเวลานี้ เป็นเพียงขั้นพื้นฐานของความรู้ผิวเผินเท่านั้น"


ผางวานเม้มริมฝีปากและมิได้เอ่ยคำใด การเป็นนางเอกผู้งดงามล้ำเลิศไม่ง่ายจริงๆ เพียงแค่เห็นซางฉานแสดงท่าพิเศษสามแบบนั่นต่อหน้ากู้ซีจู นางก็เข้าใจได้เลย!


"จะว่าไปแล้วเจ้าอายุยังน้อย ทำไมถึงได้ทุ่มเทฝึกวิชายั่วยวนขนาดนี้?" จินปู้เหยาเห็นนางก้มหน้าอย่างเหม่อลอย จึงอดไม่ได้ที่จะสงสัย "หรือเจ้ามีคนที่หมายปองถวิลหา แต่ไม่อาจเอื้อมถึง?"


ผางวานส่ายหน้า -- ไม่ ไม่ใช่คนเดียว แต่หลายคนต่างหาก! พวกเขาทุกคนล้วนเป็นพระเอกผู้สูงส่ง!


จินปู้เหยาเกิดอาการแปลกใจยิ่งกว่าเดิม: "หรือเจ้าต้องแบกหนี้แค้นบัญชีเลือด จึงต้องการวิชายั่วยวนนี้เพื่อหลอกล่อ และแก้แค้นศัตรู?"


ผางวานตัวสั่นยะเยือน และคิดกับตัวเองในใจ หรือสาวงามจินผู้นี้ก็มาจากดินแดนแมรี่ซูเหมือนกัน? เหตุการณ์ที่นางยกขึ้นมาล้วนตรงตามแบบแผนทั้งนั้น


จินปู้เหยาเห็นนางไม่ยอมพูดอะไร จึงได้แต่ยิ้มกับตนเอง: "เจ้าไม่ต้องกังวล ตราบเท่าที่เจ้าผ่านการชี้แนะจากแม่นมจินสักสองสามปี ไม่ว่าฝ่ายตรงข้ามจะเป็นคนประเภทไหน สุดท้ายเขาจะต้องเปลี่ยนใจแน่นอน" เอวบางร่างน้อยอย่างเห็นได้ชัด เส้นผมดำขลับและผิวขาวผ่อง ทว่านางกลับยืนกรานเรียกตนเองว่าแม่นม


"แม่นมสามารถเอื้อมมือและคว้าหัวใจของชายหนุ่มทุกคนหรือไม่?" ผางวานเท้าคาง และมองจินปู้เหยาอย่างโง่งม "ใครก็ตามที่ท่านปรารถนาจะหลงรักท่าน จะต้องหลงรักท่านแน่ๆ ใช่ไหม?"


รอยยิ้มบนใบหน้าจินปู้เหยาพลันแข็งทื่อ


"... ยังมีบางคนที่ไม่ธรรมดา คนที่จัดการยากลำบาก ยากมากจริงๆ" นางมองผางวาน ปลายนิ้วขาวราวหอมใหญ่ปัดผ่านคิ้วสีน้ำหมึกของตนเอง ดวงตาทอประกายเจิดจ้า "จัดการกับผู้ชายประเภทนี้ ต้องใช้ความอดทนเป็นพิเศษ"


ผางวานพยักหน้าคล้ายเข้าใจ


"ลองให้แม่นมทดสอบเจ้าดูเป็นไร?" จินปู้เหยายกยิ้มมุมปาก ราวกับกำลังนึกถึงบางสิ่งที่น่าสนใจสุดขีด "เจ้าเห็นครอบครัวนายน้อยของพวกเราแล้วหรือยัง? เจ้าคิดว่าเขาเป็นคนเช่นไร?"


ผางวานนึกถึงท่าทางโอหังอวดดี และสีหน้าเมินเฉยของเฮ่อชิงหลูทันทีทันใด จากนั้นเอ่ยปากฟ้องอย่างไม่พอใจ: "เอาใจยาก ไร้ความปรานี ใจแคบ!"


จินปู้เหยาหัวเราะคิกคัก


"เจ้าพูดได้ถูกต้อง" นางมองผางวานด้วยความรู้สึกอ่อนโยน "สกุลของนายน้อย คือเป้าหมายที่บุกยึดได้ยากลำบากอย่างยิ่งยวด"


"แม่นม! ท่านคงไม่ได้หมายความว่า ..." ผางวานตกตะลึงจนอ้าปากค้าง ดวงตาเบิกกว้าง -- นางไม่คาดคิดว่าจินปู้เหยาจะเปิดฉากความคิดเช่นนี้กับเจ้านายของตน สิ่งนี้มันใจกล้าห่อฟ้าจริงๆ!


"วางใจได้ เจ้าแค่ถือเสมือนว่านายน้อยเป็นเป้าหมายในการฝึกซ้อมของเจ้า" จินปู้เหยายิ้มดั่งดอกไม้แย้มบาน หาได้มีร่องรอยของความกลัวหรือละอายใจสักนิด "ถึงอย่างไรเขาก็คือคนที่มีดวงตาวางไว้บนฟ้าสูง ไม่ยอมให้ผู้ใดเข้าสู่ตาทิพย์ของเขาหรอก"


ผางวานเห็นดวงตาของนางทอแสงแวววาว สัมผัสได้ถึงความรู้สึกไม่ดีที่เพิ่มมากขึ้น ประหนึ่งกำลังขอให้ถลกหนังพยัคฆ์


"จะไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นระหว่างเจ้ากับนายน้อย" จินปู้เหยายิ้มอ่อนหวาน "สกุลเฮ่อไม่เคยมีความรัก พวกเขาเกิดมาโดยขาดหัวใจ เจ็ดอารมณ์ หกปรารถนาล้วนถูกปิดกั้น"


-- กลายเป็นว่าเฮ่อชิงหลูเป็นเพียงของตกแต่ง ได้แต่ชื่นชม แต่กินไม่ได้!


ผางวานตกตะลึงเล็กน้อย ถึงแม้ว่าความรู้สึกชอบพอที่นางมีต่อคุณชายผู้สูงส่ง จะเลือนหายจนหมดเกลี้ยงตั้งนานแล้ว แต่พอคิดว่าบุคลิกที่มีเสน่ห์สุดขั้วเช่นนี้ ต้องเหยียบย่างเข้าสู่หนทางสงฆ์อันเปล่าเปลี่ยว จึงอดไม่ได้ที่จะทอดถอนใจ


บางครั้งบางคราว ในดินแดนแมรี่ซูก็มีชายหนุ่มรูปงามที่สวมเปลือกยอดฝีมือผู้อยู่เหนือโลกา ตัวตนของประเภท 'สามารถชื่นชนได้อย่างเดียว แต่กินไม่ได้'


"หากเจ้าสามารถทำให้ใจของนายน้อยเกิดผลกระทบแม้เพียงเสี้ยวเดียว เช่นนี้จะถือว่าเจ้าได้จบการฝึกฝนจากอาจารย์อย่างเป็นทางการ" จินปู้เหยาเคาะหว่างคิ้วนางเบาๆ


"ง่ายดายปานนั้น?" ผางวานเบิกตาโพลงอย่างรวดเร็ว -- การทำให้ใจของเขาเกิดผลกระทบ มันไม่จำเป็นต้องหมายถึงความรู้สึกชอบพอ แต่ยังรวมถึงความรู้สึกรำคาญใจเช่นเดียวกัน เรื่องทำให้เฮ่อชิงหลูเดือดดาลใช้อารมณ์ นางลืมนับไปแล้วว่าทำสำเร็จกี่ครั้ง


จินปู้เหยาหาได้ตอบคำถามนาง เพียงหันหน้าไปด้านข้าง ผิวของนางสุกสว่างราวหยกเนื้อดี "ข้าเองก็อยากเห็นเช่นกัน จะมีวันที่ก้อนหินร้อนขึ้นหรือไม่?" นางถอนหายใจเบาๆ ความผิดหวังที่คิดไม่ตกวูบผ่านดวงตาของนาง


***

วันนี้เฮ่อชิงหลูกำลังศึกษากลไกอยู่ภายในห้อง เมื่อด้านนอกหน้าต่าง จู่ๆ มีเสียงหัวเราะขี้เล่นประหนึ่งกระดิ่งเงินดังขึ้น


เขาขบริมฝีปากบางแน่น คิ้วขมวดมุ่น -- ทุกคนในบ้านพักล้วนรู้ว่าเขาชอบความสงบเงียบ จะมีสาวใช้ไม่เจียมตัว และเผอเรอมาอยู่แถวนี้ได้อย่างไร?


เขาผลักหน้าต่างให้เปิดออกอย่างแรง ทว่าท่ามกลางระลอกคลื่นของสระบัวสีเขียวมรกต กลับเห็นเรือลำน้อยลอยเอื่อยเฉื่อย และผู้ที่กำลังถือไม้พายอยู่ตรงท้ายเรือคือเด็กสาวสวมใส่ชุดสีขาว เสียงร้องทำนองเพลงดังจากริมฝีปากของนาง สายคาดเอวสีทองลู่ไปตามลม "แม่นม ข้าเก็บดอกไม้นี้ได้หรือไม่?" เด็กสาวผู้นั้นหันหน้ามาทางฝั่ง แก้มทั้งสองข้างแลดูมีความสุข คล้ายจะยิ้มแต่ก็ไม่ได้ยิ้ม ดวงตาเมล็ดอัลมอนด์คู่นั้นสดใสแวววาว


หญิงสาวบนฝั่งทำสัญญาณมือ เด็กสาวจึงโน้มกาย และเอื้อมมือไปยังดอกบัวสีขาวที่อยู่ใกล้นางที่สุด ท่าทางของนางนุ่มนวลแช่มช้อย มือเนียนคู่นั้นส่องสะท้อนบนระลอกคลื่นสีมรกต ผิวขาวราวหยกจนเกือบโปร่งใส


เฮ่อชิงหลูมองฉากนี้ จากนั้นเหลือบมองหญิงสาวที่อยู่บนฝั่ง เขาทำเสียงฮึดฮัดทางจมูกเบาๆ และปิดหน้าต่างดังปัง


ไม่กี่วันหลังจากนั้น เฮ่อชิงหลูออกไปล่าสัตว์ข้างนอก


บนเส้นทางที่ต้องผ่านเพื่อกลับบ้านพัก จู่ๆ กวางดาวก็กระโจนออกมา กวางน้อยตัวนั้นมีรูปร่างสวยงาม แววตาของมันดูปราดเปรื่องและตื่นตัว มันกระโดดอย่างรวดเร็วเข้าไปในแมกไม้และพุ่มไม้เตี้ยต่อหน้าต่อตาเขา


นัยน์ตาของเฮ่อชิงหลูเข้มขึ้น เขาบังคับม้าและไล่ตามไปติดๆ


ไล่ตามกวางตัวนั้นสักพักหนึ่ง ในตอนที่เขากำลังจะดึงคันศรและยิง ทว่ากลับเห็นเงาร่างสีขาวดุจหิมะลอยลงมาจากบนต้นไม้ อึดใจนั้น เป้าหมายของเขาเคลื่อนออกไป และลูกศรขนนกสีดำยิงตรงไปที่ขาหลังของกวางดาวตัวนั้น กวางได้รับความเจ็บปวด มันทรุดลงกับพื้นด้วยเสียงดัง ‘ตุบ’


“เหมิงเหมิง! เจ้าเป็นอย่างไร เหมิงเหมิง!”


เด็กสาวในชุดขาววิ่งเข้ามาด้วยท่าทางตื่นกลัว แก้มทั้งสองข้างแดงระเรือ ดวงตากลมโตสีดำและใสแจ๋วเต็มไปด้วยอาการเตรียมพร้อมอย่างมีไหวพริบ คล้ายจิตวิญญาณในภูเขาอย่างมาก


“เจ้าคนเลว! เจ้าทำร้ายเหมิงเหมิงของข้า?!”


เด็กสาวถลึงตาใส่ตัวการหลักอย่างดุร้าย ใบหน้าของนางเจ็บปวดรวดร้าวขณะกอดกวางน้อย ท่าทางเป็นทุกข์และเสียใจยิ่งนัก


ดวงตาของเฮ่อชิงหลูพลันแปรเปลี่ยนเป็นเย็นเยือก เขานั่งอยู่บนหลังม้าโดยไม่กล่าวอะไรสักคำ


เห็นเพียงเด็กสาวคนนั้นก้มตัวลงไปลูบบาดแผลของกวางดาว เส้นผมดำขลับไหลลงมาตามแผ่นหลังของนางดั่งน้ำตก นัยน์ตาคู่นั้นเป็นประกายดุจดวงดาราในท้องฟ้า


“เหมิงเหมิง ลุกขึ้น!”


“เหมิงเหมิง ลุกขึ้น!”


นางยืนหยัดให้กำลังใจกวางตัวนั้นด้วยน้ำเสียงของเด็กเล็กอย่างดื้อดึง


เฮ่อชิงหลูบังคับม้าให้หันกลับและขี่จากไป ไม่แม้แต่หันกลับมามองสักนิด


ไม่รู้ว่าเป็นความตั้งใจหรือไม่ ทว่าก่อนจาก เขาได้เตะฝุ่นบนพื้นทั้งหมด ยังผลให้เด็กสาวและกวางดาวหน้าตามอมแมมไปด้วยฝุ่น สภาพน่าเวทนายิ่งนัก


ผ่านไปอีกสองสามวัน เฮ่อชิงหลูไปยังเรือนต้นไม้เพื่อเก็บสีย้อม


เขาเดินเรื่อยเฉื่อยไปยังเรือนต้นไม้ ทว่าพอมาถึงประตูทางเข้า ไม่คาดคิดว่าจะพบรอยร่องของลมหายใจอันแผ่วเบา


เขาขมวดคิ้วพลางปัดพุ่มดอกไม้ และพบว่าใต้ต้นฝูหลงมีเด็กสาวกำลังนอนอย่างสงบ นางสวมใส่ชุดไหมสีขาว คิ้วโก่งได้รูป จมูกเล็กตรงปลายเชิดขึ้นเล็กน้อย ใบหน้าราวหยกขาว สีสันประหนึ่งแสงยามรุ่งอรุณ


เด็กสาวหลับสนิท กลีบดอกไม้สีแดงสดใสแผ่ออกมาจากใต้ร่างของนาง ทั่วทั้งร่างแลดูเหมือนเทพธิดาท่ามกลางมวลบุปผชาติ


นางละเมอพึมพำเบาๆ เป็นพักๆ ราวกับแมวเกียจคร้าน หาได้รู้สึกถึงแขกไม่ได้รับเชิญสักนิด


เฮ่อชิงหลูมองนางด้วยสีหน้าเรียบเฉย ยืนนิ่งประหนึ่งหินหยกต้านลม


จากนั้นสักพักหนึ่ง มุมปากของเขายกขึ้นแฝงไว้ด้วยความนัยล้ำลึก


เขาเอื้อมมือไปดึงใบกล้วยน้ำหว้าขนาดใหญ่ แล้วสลัดมันลงบนใบหน้าของเด็กสาว ก่อนจะหันหลังกลับอย่างสง่างาม


“ฮือ ฮือ แม่นม! เขาเป็นคนไร้ความรู้สึกขนาดนี้ได้อย่างไร เขามันพวกจิตวิปริต!” ผางวานที่ทั่วทั้งใบหน้าเต็มไปด้วยจุดแดง นางโผเข้าหาสาวงาม น้ำตาปลิวเป็นทาง


“นายน้อยซุกซนจริงๆ เขาทาพิษลงบนใบกล้วยน้ำหว้าได้อย่างไร?” จินปู้เหยามองผางวานด้วยอาการตะลึงพรึงเพริด นางอยากหัวเราะแต่ก็ไม่กล้า จึงได้แต่แสร้งทำเป็นปวดใจขณะลูบใบหน้าของนาง


“นายน้อยของสกุลท่านเป็นปีศาจร้าย!” ผางวานกำหมัดแน่นด้วยความคับแค้นใจ “เขารู้จุดประสงค์ของข้าดี ดังนั้นจึงเป็นไปไม่ได้ที่จะหลอกเขา!” ขณะกล่าวคำพูดนี้ นางหันไปอ้อนวอนจินปู้เหยา “แม่นม พวกเราเปลี่ยนเป้าหมายฝึกซ้อมกันเถอะ!” หากนางยังขืนฝึกวิชายั่วยวนกับเฮ่อชิงหลูอีกต่อไป เกรงว่าคนผู้นั้นจะไม่ติดกับ ตรงกันข้าม นางจะสูญเสียชีวิตน้อยๆ ซะก่อน!


จินปู้เหยาตกตะลึง นางปิดปากขณะระเบิดเสียงหัวเราะ


“แม่นางวานวานไม่ชอบนายน้อยของข้าจริงๆ หรือ?” นางหยิบตลับขึ้ผึ้งออกมา และทามันบนใบหน้าของผางวาน ทำให้นางรู้สึกเย็นสบาย


ผางวานรู้สึกขนหัวลุกไปทั้งร่าง: “ไม่ชอบ! ไม่ชอบ!” ตัวละครประเภทไร้ความรู้สึกลึกซึ้งแบบนี้ ไม่มีความรักลุ่มหลง ไม่ปฏิบัติต่อคนที่กำลังจะกลายเป็นนางเอกด้วยความเอาใจใส่ นางไม่มีวันชอบแน่ๆ!


“นายน้อยของข้าร่ำรวยมาก มีความสามารถยิ่งนัก ทั้งยัง ...” จินปู้เหยาขยับเข้าใกล้กว่าเดิม แล้วมองหน้านาง ขนตายาวของนางแทบทิ่มใบหน้าของผางวาน “หน้าตาดีเป็นพิเศษ ไม่ใช่หรือ?”


“แม่นม ได้โปรดไว้ชีวิตข้าด้วย!” ใบหน้าของผางวานยับยู่ด้วยความขมขื่น “นายน้อยของท่านเป็นบุคคลชั้นเยี่ยมเช่นนี้ ข้าไร้วาสนาเชยชมโดยแท้!” ฉากคลาสสิคทุกรูปแบบได้ถูกสาวงามนำกลับมาขายความน่ารักอย่างซื่อสัตย์ใจจริง ทว่าคนผู้นั้นกลับไม่หวั่นไหวสักนิด หากไม่ใช่เพราะเขาใจแข็งเกินไป ก็เป็นเพราะ – เขาไม่ชอบตัวตนของนางจริงๆ


จินปู้เหยาหัวเราะเพราะพริ้งยิ่งกว่าเดิม ประหนึ่งไข่มุกกระทบจานหยก ช่างไพเราะเสนาะหู


“เจ้าเฉลียวฉลาดทีเดียว” นิ้วมือราวหยกขาวหยุดตรงตำแหน่งมุมตาของนาง นางมองผางวาน และถอนหายใจอย่างอ้างว้าง “ตอนนั้นหากข้ารีบถอนตัวออกมาแต่เนิ่นๆ เหมือนที่เจ้าทำ มันจะดีสักขนาดไหน?”


ดวงตาของผางวานเบิกกว้าง ในตอนที่นางกำลังจะเอ่ยปากถาม ทว่านิ้วมือของจินปู้เหยากลับเคลื่อนมาที่ริมฝีปากของนาง


นางค่อยๆ ส่ายหน้า แล้วยิ้มอย่างขี้เล่น

_________


[1] ต้นถังหลี 棠 ต้นไม้มีดอกหลากหลายสี ปลูกในร่ม อย่างพวกเชอรี่-แอปเปิ้ล
[2] ดอกเสาเย่า 芍药 ไม้ดอกชนิดหนึ่งของจีน (ลักษณะคล้ายโบตั๋น)

ความคิดเห็น