เจ็ดชาติที่แม่น้ำลืมเลือน




บนฝั่งหนึ่งของสองฟากฝั่งแม่น้ำ สถานที่ซึ่งวิญญาณทั้งหลายหวนกลับคืน นั่นคือบริเวณที่สะพานอนิจจังอันหนาวเหน็บและหดหู่ตั้งอยู่
.
ข้ามองเหล่าวิญญาณเดินผ่านไปในความเงียบ วิญญาณบางดวงก็มีวิญญาณอื่นร่วมทาง ขณะที่ดวงอื่นๆ ต่างโดดเดี่ยว พวกเขาเดินไปตามทางซึ่งเรียงรายด้วยดอกไม้บานสีแดงสด ประหนึ่งทะเลเลือด ก้าวเดินทีละก้าวเพื่อไปยังสะพานชั่วร้ายนั่น
.
แม้นว่าพวกเขาจะไม่เต็มใจ แม้นว่าพวกเขาจะพยายามอย่างหนักเพื่อขัดขืนและถอยหนี มันก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงสิ่งที่อยู่รอบตัวพวกเขา
.
ภาพเงาร่างโดดเดี่ยวเหล่านั้นที่ล่องลอยไปยังข้างสะพานอนิจจังอย่างช้าๆ ทำให้ข้าเศร้าสลดยิ่งนัก
.
เหตุใดปรโลกแห่งนี้จึงต้องปกคลุมด้วยดอกปี่อั้นจนสุดลูกหูลูกตา?
.
ยายเมิ่งผู้ใจดี ข้าไม่ดื่มน้ำแกงในมือท่านได้หรือไม่?
.
ไม่ดื่มได้ไหม ...?
.
ไม่ว่าข้าจะดิ้นรนต่อสู้ขนาดไหน มันก็ยังถึงคราวของข้าอยู่ดี
.
"แม่นาง ดื่มน้ำแกง ลืมเลือนทุกสิ่งทุกอย่าง ชาติต่อไปของเจ้าคือการเริ่มต้นครั้งใหม่ ไร้เศร้าสุข ไร้ทุกข์ยินดี"
.
"แล้วคนผู้นั้นที่อยู่ในใจข้าเล่า?"
.
ข้าเอ่ยปากถาม ริมฝีปากของข้าแทบไม่ขยับ ข้าทำใจไม่ได้ ข้าไม่อยากลืม
.
ท่ามกลางเหล่าองค์ชายขององค์จักรพรรดิ เขาเป็นคนที่ถูกตามใจมากที่สุด: องค์ชายเจ็ด ถึงแม้ว่าเขาจะไม่ใช่องค์รัชทายาท ทว่าเขายังเป็นคนโปรดของสวรรค์ พรทั้งหมดล้วนมอบให้แก่เขา เขาเป็นชายหนุ่มรูปงามยิ่ง เต็มเปี่ยมด้วยความสามารถ และเป็นที่อิจฉาของคนทั่วหล้า
.
ระหว่างพวกเรา สิ่งที่เคยเกิดขึ้นมากที่สุด คือการที่เขาชอบฟังข้าเล่นกู่ฉิน เขาพูดอยู่ตลอดเวลาว่าข้าคือเพื่อนรู้ใจซึ่งอยู่ภายในใจเขา และยามเขาไม่มีสิ่งใดทำ เขามักแบ่งปันความคิดภายในใจกับข้า
.
บางครั้งบางคราว เขาจะโอดครวญกับข้าเรื่องที่เขาเป็นแค่องค์ชาย ไม่ว่าเขาจะได้รับความโปรดปรานแค่ไหน ทว่าก็ยังไม่ใช่องค์รัชทายาท
.
ข้าก็จะบอกความรู้สึกเกี่ยวกับความเศร้าเสียใจของข้าเช่นเดียวกัน ถึงแม้ข้าจะเป็นหญิงงามเมืองที่มีชื่อเสียงในเมืองหลวง ไม่ว่าข้าจะมีชื่อเสียงเพียงใด แต่ข้าก็ยังเป็นนางคณิกา
.
ข้าคงมีความสุขมากหากได้อยู่ร่วมกับเขา แม้ว่าตัวเองจะเป็นได้แค่อนุก็ตามที
.
อย่างไรก็ตามแต่ เขาใช้เวลาทั้งชีวิตเพื่อไล่ตามเกียรติยศ
.
ไล่ตามยศถาบรรดาศักดิ์
.
องค์ชายรัชทายาทคือผู้ที่คุกคามตำแหน่งของเขา ทว่าในฐานะสตรี ข้าไม่มีอำนาจจะช่วยเหลือเขาในทุกด้าน
.
ดังนั้นข้าจึงพยายามหาทางเพื่อให้ได้อภิเษกสมรสกับองค์รัชทายาท ข้าหวังว่าองค์ชายเจ็ดจะเข้าใจในสิ่งที่ข้าพยายามทำเพื่อเขา ข้าจะช่วยเหลือเขา และสุดท้าย ข้าจะได้เป็นมากกว่านางคณิกาไร้ค่า
.
ข้าจะช่วยให้เขาขึ้นสู่บัลลังก์ เพื่อเห็นแก่เป้าหมายของเขา การหลอกใช้องค์รัชทายาทถือเป็นอะไรได้
.
ดังนั้น เมื่อองค์จักรพรรดิสิ้นพระชนม์ เขาจึงได้สืบราชบัลลังก์
.
สำหรับองค์รัชทายาทผู้นั้น ...
.
พวกเราจบลงด้วยชะตากรรมเดียวกัน
.
ทว่าข้าไม่ยอมจำนนต่อจุดจบของตนเอง ยอดรักของข้า ข้ายังติดคำอธิบายแก่เขา!
.
เขาคือผู้ที่ข้ารัก เขาคือผู้ที่ข้าส่งเสริม และข้าตายก็เพื่อเขา บัดนี้ เขาได้เป็นองค์จักรพรรดิในท้ายที่สุด ทว่าตัวข้าไม่มีแม้แต่โอกาสจะถาม ว่าเขารักข้าบ้างหรือไม่
.
ข้าต้องการอธิบายให้เขาฟัง เรื่องที่ข้าแต่งงานกับผู้อื่น มันไม่ใช่แค่เพราะผลประโยชน์ของเขาเท่านั้น ทว่ามันเป็นเพราะข้ารักเขาหมดทั้งหัวใจ
.
ยายเมิ่งยิ้มบางๆ และเอ่ย "เจ้าเห็นแม่น้ำใต้สะพานนี้หรือไม่?"
.
"ข้าเห็น"
.
"เจ้าเห็นก้อนหินในแม่น้ำหรือไม่?"
.
ข้ามึนงงครู่หนึ่ง "ก้อนหิน?"
.
ยายเมิ่งพยักหน้า "ลงไปที่นั่นและกลายเป็นก้อนหิน เฝ้าดูการเปลี่ยนแปลงของมนุษย์โลกเจ็ดชาติภพ หลังจากครบเจ็ดร้อยปี เจ้าจะสามารถนำความปรารถนาของเจ้าติดตัวไปด้วยยามเกิดใหม่ เพื่อออกตามหาเขา"
.
ข้ามองไปที่แม่น้ำ และกระโดดลงไปโดยไม่ลังเล กระโดดสู่แม่น้ำลืมเลือนซึ่งกระแสน้ำไหลไม่จบสิ้น ประหนึ่งเข้าสู่โลกไร้รูปร่างปราศจากเขตแดน นอกจากความอ้างว้างไม่มีที่สิ้นสุด มีเพียงวิญญาณคนตายเดินลากเท้าไปตามสะพาน
.
ข้าเฝ้ามองวิญญาณบนสะพานที่มาและไป ข้าไม่รู้ว่าน้ำของแม่น้ำไหลไปที่ใด ทว่าโชคดี ข้าเป็นเพียงก้อนหิน ไม่อาจถูกกระแสน้ำพัดพา ทั้งยังไม่อาจหลบหนี
.
สถานที่แห่งนี้จะเป็นคุกของข้าตลอดพันปี นับตั้งแต่ข้ากระโดดลงมาในแม่น้ำ ชะตากรรมเจ็ดชาติภพของข้าก็ถูกติดสิน ด้วยเหตุนี้ ข้าจึงเฝ้ามองเหล่าวิญญาณเข้าสู่แม่น้ำและกลายเป็นก้อนหิน ด้วยเหตุนี้ ข้าจึงเฝ้ามองเหล่าวิญญาณแปรเปลี่ยนเป็นดอกไม้สีแดงสดเรียงรายตามริมฝั่งแม่น้ำ
.
โอ้ เจ้าดอกปี่อั้น พวกเจ้าก็กำลังรอคอยใครบางคนอยู่เหมือนกันใช่ไหม
.
ข้าเสียใจที่มีหนุ่มสาวมากมายสูญเสียความรัก บางครั้งบางคราว จะมีวิญญาณบางดวงที่ยอมเปลี่ยนตัวเองเป็น วัตถุ ดังนั้นพวกเขาจึงกลายเป็นดอกไม้ริมฝั่งแม่น้ำแห่งนี้ รวมถึงก้อนหินขนาดต่างๆ ที่อยู่ภายในแม่น้ำอันปั่นป่วน
.
เวลาผ่านล่วงเลย สุดท้ายข้าก็มีชื่อ
.
ก้อนหินแห่งแม่น้ำลืมเลือน
.
... เป็นชื่อที่ตรงไปตรงมาอะไรเยี่ยงนี้
.
ข้ามองไปที่ด้านข้าง หินก้อนใหม่ปรากฏอยู่ตรงนั้น หรือบางที หินก้อนนั้นอาจอยู่ตรงนั้นมาโดยตลอดก็ได้ กระแสน้ำกวาดผ่านร่างหินของเขาเบาๆ ทำให้ลื่นไถลมาหาข้าอย่างช้าๆ เป็นหินที่เปล่งปลั่งมาก เหมือนไข่มุก เจ้ากำลังรอคอยใครอยู่หรือ?
.
เจ็ดชาติ เจ็ดยุคสมัย เจ็ดร้อยปีในโลกมนุษย์
.
แม้ว่าสิ่งต่างๆ จะแปรเปลี่ยนตามกาลเวลา ทว่ามันก็เป็นความจริงอีกเช่นกันที่ผู้คนสามารถเปลี่ยนแปลง ขณะที่สิ่งต่างๆ ยังเหมือนเดิม
.
ในที่สุด เมื่อข้าเห็นเขาอีกครั้ง เขาแก่เฒ่าและเหี่ยวแห้ง เส้นผมกลายเป็นสีเทา ความลำบากกัดกร่อนใบหน้าเขาจนเป็นริ้วรอยบนหน้าผาก ราวกับว่าเขาประสบความเปลี่ยนแปลงตลอดชีวิตในโลกมนุษย์
.
เขายืนอยู่ในแถว กระนั้น สายตาของเขามองตรงไปข้างหน้า เขามองบริเวณใกล้ตัวข้า จากนั้นมองใต้สะพาน
.
ข้ารอคอยมาตลอดร้อยปี เพียงเพื่อจะได้เห็นหน้าเจ้าอีกสักครั้ง มองมาที่ข้าตรงนี้
.
ยายเมิ่งยิ้มบางๆ "ดื่มน้ำแกงแล้วจะลืมทุกสิ่ง ชาติต่อไปของเจ้าคือการเริ่มต้นครั้งใหม่ ไร้เศร้าสุข ไร้ทุกข์ยินดี"
.
ตามมาหลังจากนั้นคือความเงียบ
.
ข้าเฝ้ามองขณะที่เขารับชามน้ำแกงยายเมิ่ง และดื่มมันลงไปรวดเดียวโดยไม่มีการลังเล เขาก้าวข้ามสะพานอนิจจัง และเข้าสู่วัฏสงสาร
.
ใต้สะพาน ข้าไม่รู้ว่าควรร้องไห้หรือร้องเรียกดี
.
ข้าได้แต่ถอนหายใจ เวลานี้ข้าเป็นเพียงก้อนหินเล็กๆ ข้าไร้กำลัง ตกต่ำ และเปราะบาง แค่กระแทกทีเดียวก็สามารถทำลายข้าจนย่อยยับ
.
วิญญาณบนสะพาน ได้โปรดเดินช้าหน่อย
.
โปรดอย่ารบกวนยอดรักของข้า บนเส้นทางสู่การเกิดใหม่
.
ข้าหวังว่าชาติต่อไปของเขาจะปราศจากความทุกข์ยาก
.
ขอให้เขามีครอบครัวที่ดี
.
ข้าเสียใจที่ชาติแรกของเจ้าสั้นเหลือเกิน
.
พริบตาเดียว พวกเราก็อยู่ชาติที่สอง วิญญาณบนสะพานเดินไปข้างหน้าอย่างต่อเนื่องตามปกติ ส่วนข้ายังคงอยู่ใต้สะพานเพียงลำพังในชาติที่สอง
.
ชาตินี้ เขาตายในช่วงวัยหนุ่ม และเวลานี้กำลังรอคอยหญิงสาวผู้งดงามอยู่บนสะพาน เมื่อนางมาถึง ทั้งสองดื่มน้ำแกงระหว่างที่มือของพวกเขาสอดประสานกัน ชั่วขณะนั้น พวกเขาเป็นที่อิจฉาของวิญญาณบนสะพาน
.
ดวงตาของหญิงสาวประหนึ่งสายน้ำกระจ่างใสในฤดูใบไม้ร่วง เจิดจ้าดุจดวงดาวบนท้องฟ้า พวกเขาเหมาะสมกันราวกิ่งทองใบหยก
.
เขายังคงหล่อเหลาดังเดิม คิ้วได้รูปและร่างกายสมส่วน ทว่าผู้ที่เขากำลังโอบกอดในขณะนี้ นางไม่ใช่หลีซุย
.
ใต้สะพานวันนั้น ข้าไม่อาจเปล่งเสียงความเศร้าเสียใจมิรู้วาย หรือไม่มีผู้ใดล่วงรู้ว่าในใจข้าเจ็บปวดรวดร้าวเพียงใด
.
ร่างกายของข้าเต็มไปด้วยบาดแผล หัวใจข้าแทบทนรับไม่ไหว มันช่วยไม่ได้ที่เขาได้ลืมเลือนอดีตชาติของตนเอง
.
ข้ารอคอยจนกระทั่งชาติที่สาม ในที่สุดร่างก้อนหินของข้าก็สามารถรวบรวมพลังจิตวิญญาณได้เล็กน้อย ข้าแอบกระโดดขึ้นไปบนฝั่งแม่น้ำ ไม่มากก็น้อย ข้าได้กลายเป็นหินปีศาจสามร้อยปี
.
ชาตินี้เขาคือนายพล และได้ก่อความวุ่นวายบนสะพานอนิจจังเกี่ยวกับภรรยาของเขา เขาปฏิเสธไม่ยอมดื่มน้ำแกงยายเมิ่ง และปฏิเสธการเข้าสู่วัฏสงสาร
.
บนคิ้วของเขาปรากฏความเศร้าหมอง มันเต็มไปด้วยอาการวิตกกังวลอย่างเห็นได้ชัด เกิดอะไรขึ้นกับเขา? ผู้ใดทำให้เขาเศร้าเสียใจถึงเพียงนี้?
.
ยายเมิ่งถามเขา "ทำไมเจ้าไม่ดื่ม?"
.
เขากล่าวตอบ "ข้าไม่ต้องการลืมนาง"
.
ยายเมิ่งเห็นเช่นนี้จึงยิ้มบางๆ และชี้มาทางข้า "เจ้าเห็นก้อนหินนั่นหรือไม่?"
.
"ข้าเห็น"
.
"นั่นคือก้อนหินแห่งแม่น้ำลืมเลือน มันได้รวบรวมพลังจิตวิญญาณถึงสามชาติ หากเจ้าสลักชื่อของเจ้ากับคนรักลงบนหินก้อนนั้น พวกเจ้าจะยังได้เป็นคู่รักกันในชาติถัดไป"
.
ความสุขเต็มเปี่ยมในหัวใจข้าพลันสลาย และข้าลงเอยด้วยบาดแผลทั่วทั้งร่าง
.
ข้าไม่ควรขึ้นมาบนฝั่ง ไม่ควรเลยจริงๆ
.
ข้าแค่อยากเข้าใกล้เขาอีกเพียงเล็กน้อย แค่อยากให้เขาเห็นตัวข้า
.
บัดนี้ ข้าได้เข้าใกล้เขาแล้วจริงๆ บัดนี้ เขากำลังมองข้า
.
ทว่า
.
คนที่อยู่ข้างกายไป๋มู่เฉินไม่ใช่หลีซุย
.
ท่ามกลางก้อนหินในแม่น้ำลืมเลือนที่อยู่กับหลีซุยถึงสามชาติ ... ไม่มีไป๋มู่เฉิน
.
เวลานี้ สามร้อยปีได้ผ่านพ้น
.
เจ้าหลงลืมใบหน้าข้าไปแล้วหรือ?
.
ตามติดด้วยชาติที่สี่ พวกเขาทั้งสองยังคงเป็นคู่รักกัน ด้วยเหตุนี้ พวกเขาจึงทิ้งชื่ออีกคู่ไว้บนตัวของข้า และแย้มยิ้มชื่นบาน
.
ตรงหัวใจของข้าพอดี
.
พวกเขาสลักชื่อคู่กันเป็นครั้งที่สอง
.
กระแสน้ำในแม่น้ำลืมเลือนคล้ายปั่นป่วนเล็กน้อยในวันนั้น ทว่าพวกมันก็ยังไม่สามารถชำระล้างชื่อของสองคนนั้น
.
ชาติที่สี่ ยุคสมัยที่สี่ สี่ร้อยปี ฉับพลันนั้น ข้าเกิดความรู้สึกเหมือนไม่ต้องการเห็นหน้าพวกเขาอีก
.
ดังนั้นข้าจึงกลับไปที่แม่น้ำ และซ่อนตัวจนกระทั่งชาติที่ห้า เมื่อทั้งสองทะเลาะเบาะแว้งและเลิกรากัน ถึงขนาดจบลงด้วยการสบถสาบานว่าจะไม่มีวันเจอกันอีก
.
ขณะอยู่บนสะพาน เขาคร่ำครวญถึงความเจ็บปวด และร่ำไห้ที่ยอดดวงใจได้ทอดทิ้งเขา น้ำตาหลั่งไหลจากดวงตาเขา นั่นคือคำสาบานของเขาที่จะรักนางตราบชั่วชีวิต
.
เขากล่าวว่าหากไม่ได้ครองคู่กับนางในชาติต่อไป เช่นนี้ก็ขอตายดีกว่า เขาเลือกที่จะดับสูญ ดังนั้นจึงหันกลับ และกระโดดลงไปในแม่น้ำลืมเลือน
.
ข้าพุ่งเข้าไปข้างหน้าอย่างฉับพลัน หัวใจข้าเจ็บปวดแสนสาหัส ทว่าข้าสามารถช่วยเขาได้ทันเวลา
.
สำหรับตัวเขา เขาอาจคิดว่าตนเองแค่หล่นลงบนก้อนหิน
.
ด้วยเหตุนี้ ตบะห้าร้อยปีที่ข้าสะสมระหว่างรอคอย มันถูกแลกเปลี่ยนกับชาติต่อไปของเขา
.
เป็นอีกครั้งที่เขาดื่มน้ำแกงยายเมิ่ง และเดินหน้าสู่การเกิดใหม่อีกครั้ง เขายังคงผูกสัมพันธ์กับนางต่อไป กระทั่งสัญญาว่าจะเป็นสามีของนางอีกหน!
.
สำหรับตัวข้า ตบะของข้าสูญสลาย และข้ากลับไปเป็นก้อนหินเหมือนเดิม!
.
ข้าอยากกรีดร้องตีโพยตีพาย ทว่าก้อนหินจะแผดเสียงได้เช่นไร? ข้าได้แต่เฝ้ามองพวกเขาก่อความรักขึ้นใหม่
.
ในที่สุดก็ถึงชาติที่หก ข้ารอคอยเขามาตลอดหกชาติ ทว่าคนทั้งสองยังคงหวนกลับมาด้วยรอยยิ้ม พวกเขายังเป็นคู่รักจนกระทั่งแก่เฒ่า พวกเขาเหยียบลงบนสะพานอนิจจังอีกครั้ง
.
ข้าเฝ้ามองคนสูงวัยคู่นั้นประคองกันและกันขณะก้าวผ่านสะพาน เขาใช้ไม้เท้าพยุงตัวระหว่างที่นางแย้มยิ้ม พวกเขาดุจดั่งภาพวาด ทิ่มแทงหัวใจและดวงวิญญาณข้าด้วยความทุกข์ทรมาน
.
และแล้วก็มาถึงชาติที่เจ็ด ยุคสมัยที่เจ็ด ยายเมิ่งปลอบประโลมข้าด้วยรอยยิ้ม "นี่เป็นชาติที่เจ็ด เจ้ามีพลังจะพูดคุยกับเขา เจ้าสามารถบอกเขาถึงความรักของเจ้า หรือกระทั่งสามารถตัดพ้อถึงความเจ็บปวดในหัวใจของเจ้า"
.
ถึงกระนั้น ข้าได้สูญสิ้นความสุขไปแล้ว
.
ข้ารักเขามาตลอดเจ็ดชาติ ยังจะสามารถกล่าวถึงความรักที่ข้ามีต่อเขาได้อีกหรือ?
.
ในวันนั้น ข้าจึงยิ้มอย่างงดงามและเอ่ย "ท่านยาย ขอชามน้ำแกงให้ข้า"
.
ยายเมิ่งยิ้มบางๆ และพยักหน้า
.
สุดท้ายข้ากลายเป็นมนุษย์ และก้าวลงบนสะพานอนิจจังเหมือนที่เขาเคยทำ จะอย่างไรเจ็ดร้อยปีได้ผ่านล่วงเลยในชั่วพริบตา และเขาได้หลงลืมเกี่ยวกับตัวข้าจนหมดสิ้น
.
ดวงตาเป็นประกายคู่นั้น มีไว้สำหรับหญิงงดงามผู้นั้นเพียงคนเดียว มันทำให้วิญญาณก้อนหินปีศาจเช่นข้าริษยา ...
.
หวนคิดถึงความรักที่พวกเรามีให้แก่กันในครั้งนั้น มันถูกแม่น้ำลืมเลือนใต้สะพานกัดกร่อนไม่มีเหลือ กระแสน้ำได้ชำระความปรารถนาและความหวังของข้า
.
ข้ารอคอยมาตลอดเจ็ดร้อยปี ทว่าในเมื่อเขาเปลี่ยนไปแล้ว ข้าไม่มีสิทธิไต่ถามถึงคำสาบานที่เขาเคยให้ไว้ในชาตินั้น
.
ไม่ว่าข้าจะต้องการอธิบายถึงเรื่องราวในวันนั้นเพียงใด หรือต้องการเปิดเผยความจริงให้เขารับรู้แค่ไหน
.
แต่รักของข้าช้าไปเสียแล้ว
.
ถึงกระนั้น ทำไมข้ารู้สึกถึงร่องรอยความไม่เต็มใจ?
.
ชามน้ำแกงอยู่ตรงหน้าข้า
.
ยายเมิ่งเอ่ยวาจาอย่างช้าๆ "หลีซุย เหลืออีกแค่ชาติเดียวเท่านั้น เจ้าจะสามารถระลึกความทรงจำ และสุดท้ายเจ้าจะสามารถเติมเต็มความใฝ่ฝัน ทำไมเจ้าไม่รอต่อ?"
.
ข้ายิ้ม "เพราะข้าปวดหัวใจ ข้าไม่อาจคร่ำครวญ ไม่อาจร้องไห้ ไม่อาจเปิดปากพูด มันทุกข์ทรมานยิ่งนัก"
.
หลังจากพูดจบ ข้ายกชามและดื่มน้ำแกงรวดเดียว
.
ข้าทิ้งถ้อยคำสุดท้าย
.
"พอดื่มน้ำแกงนี้ ชื่อที่พวกเขาสลักบนร่างกายข้าจะหายไปหรือไม่?"
.
ยายเมิ่งส่ายหน้า "เมื่อของแบบนั้นถูกสลักลงไป มันจะคงอยู่ตราบชั่วนิรันดร์"
.
บางทีอาจเพราะน้ำแกงต้องใช้เวลาสักพักจึงจะแสดงผล ด้วยเหตุผลบางประการ ข้ารู้สึกปวดใจจนทนแทบไม่ไหว และมันกำลังฉีกกระชากจากภายใน
.
ทำไม?
.
ข้าจดจำเขามาตลอดเจ็ดร้อยปี
.
เจ็ดชาติ เจ็ดยุคสมัย
.
ทำไมชื่อพวกนั้นต้องสลักบนตัวข้าชั่วนิรันดร์?
.
ตลอดกาล ...
.
เช่นนี้ มันจะไม่ดีกว่าหรือหากทำให้วิญญาณของข้าสูญสลาย?
.
ดังนั้น ข้าจึงเหวี่ยงร่างตัวเองสู่แม่น้ำลืมเลือนอีกครั้ง
.
หากว่ามันลงเอยเช่นนี้
.
หากว่าข้าไม่สามารถครองคู่กับคนรักสืบไป
.
หากข้าต้องอวยพรให้เขากับคนรักใหม่อย่างไม่รู้จบสิ้น
.
ถ้ามันเป็นอย่างนั้น ทำไมข้าไม่ใช้แม่น้ำลืมเลือนทำลายรอยแผล?
.
แม้ว่าวิญญาณของข้าต้องสูญสิ้นตลอดกาล มันก็ไม่เป็นไร
.
ทว่า ไม่นึกไม่ฝัน ...
.
ตอนข้ากระโดดลงไปในแม่น้ำ ข้าจะหล่นบนก้อนหิน
.
ข้าตะลึงงัน หินก้อนนี้ ทำไมคุ้นเหลือเกิน?
.
เมื่อลองคิดย้อนกลับไป เจ็ดชาติ เจ็ดยุคสมัยที่ผ่านมา มันยืนอยู่ข้างข้ามาโดยตลอด
.
"เจ้ากำลังคอยใครอยู่หรือ?"
.
ข้าเอ่ยอย่างช้าๆ ความทรงจำของข้าเริ่มเลือนรางขึ้นทุกที ราวกับความทรงจำทั้งหมดถูกพัดพาเอาไป กระแสความทรงจำค่อยๆ ลดน้อยลง ... และจิตใจของข้าว่างเปล่า ...
.
ช่วงเวลาที่ข้าลืมทุกสิ่งทุกอย่าง สุดท้ายข้าก็ได้ยินเขาเอ่ยปาก
.
"ในเมื่อเจ้าไม่รอคอยอีกต่อไป เช่นนี้ ข้าก็จะเลิกคอยเช่นเดียวกัน"
.
****

มันยากจะคาดเดาการเปลี่ยนแปลงอันยิ่งใหญ่ที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้
.
เจ้าจะรู้ได้อย่างไร หากวันข้างหน้าเจ้าร้องไห้แล้วจะไม่มีใครอยู่ข้างกาย?
.
เจ็ดร้อยปีก่อน
.
หญิงงามเมืองแห่งเมืองหลวงแต่งเข้าสู่ตำหนักขององค์รัชทายาท
.
องค์รัชทายาทรักนางจากก้นบึ้งของหัวใจ
.
เขายอมทำลายชื่อเสียงอันดีงามของตน ยอมละทิ้งตำแหน่งองค์รัชทายาทด้วยความตั้งใจของตนเอง
.
คนทั่วหล้าต่างรับรู้ถึงความรักที่เขามีให้แก่หญิงงามเมืองผู้นั้น เขารักนางอย่างยิ่งยวด จนคล้ายกับต้องมนต์สะกด
.
ทว่าไม่มีผู้ใดล่วงรู้ ...
.
ยามหญิงงามเมืองผู้นั้นลอบสังหารเขาเพื่อองค์ชายเจ็ด นางไม่ได้ฆ่าตัวตายหลังจากสังหารเขา
.
ดังนั้น เขาจึงสวมกอดนาง
.
กระบี่เล่มเดียว
.
แทงผ่านหน้าอกของพวกเขา
.
เขารู้ว่านางหลอกใช้เขา
.
ทั้งๆ ที่เขารู้ว่านางต้องการสังหารเขา
.
ทว่า ทำไมนางไม่ใส่แรงทั้งหมดในการปลิดชีวิต?
.
เขาถึงกับต้องช่วยเหลือนางจบการกระทำ
.
โชคดี
.
หลังจากนั้น บนฝั่งหนึ่งของสองฟากฝั่งแม่น้ำ ใต้สะพานอนิจจัง ภายในแม่น้ำลืมเลือน
.
เขาเฝ้ามองนางตลอดเจ็ดร้อยปี
.
พอคิดถึงตรงนี้
.
เขาหลั่งน้ำตาอย่างเงียบๆ
.
.......
.
จบ

ความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น